วันหนึ่ง แม่ บอกว่า ให้ ลองนึกถึงคุณยาย ที่อยู่ในความทรงจำ ของตัวเอง
แล้วลองเขียน เรื่อง ที่อยากเขียน อยากจะบอก คนอื่น เกี่ยวกับ คุณยายของเราดู

ทำไมถึงต้องเขียน?

แม่ให้เหตุผลว่า เวลา มันก็ใกล้เข้ามาแล้ว เราไม่รู้ว่าเมื่อไร ไม่รู้ว่าตอนไหน
มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดี หากว่า เราใช้เวลา ที่ยังเหลืออยู่ ได้เตรียมการอะไรไว้ หรับ คนที่เรารัก เราเคารพ
เป็นครอบครัวของเรา ก่อนที่อะไรๆ มันจะมาถึง แล้วเราไม่มีเวลา แม้แต่ จะได้เตรียมการอะไร

พอลองมาคิด ไม่ได้เจอหน้าคุณยายมา เกือบครึ่งปีแล้ว คุณยาย จะเป็นยังไงบ้าง คิดถึง พุงคุณยาย ฮ่ะๆ

ชอบนอนหนุนพุงคุณยาย มันจะนิ่มๆ หยุ่นๆ ทำองศา พอดี เป๊ะ กะคอเรา ได้ยินเสียงหายใจของคุณยาย เสียงหัวใจ คุณยายเต้น ให้ความรู้สึกดีมากๆ อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

นั่นทำให้ จินตนาการ ต่อไปว่า จะเป็นอย่างไร ถ้า คนๆ หนึ่ง หมดสิ้น ซึ่งลมหายใจไป ไม่ใช่ว่าไม่เคยสัมผัส แต่มันนานมาแล้ว ในความทรงจำ กับการสูญเสีย คุณตาผู้ใจดีไป หากจะต้องสูญเสียใครไปอีกที จะเป็นอย่างไร

จะรู้สึกอย่างไร และ คิดต่อไปอีกว่า หากมีวันหนึ่ง ที่พ่อแม่ จะจากเราไป เราจะเป็นอย่างไร จะรับได้ ไหม กับการสูญเสียนี้ เราจะเตรียมการณ์อะไรทันไหม จะมีเรื่องราว อะไรให้เราต้องเผชิญบ้าง เมื่อถึงเวลานั้น

จำได้ว่า เคยมองแม่ ทั้งๆที่ ตายังแดงก่ำ แต่แม่ก็ยัง วิ่งไปนั่นมานี่ จัดงานศพให้คุณตาได้อย่างรวดเร็วฉับไว
ทุกอย่างเตรียมพร้อม เพรียบพร้อมทั้งๆที่ มันเป็นการสูญเสีย ครั้งแรก ของแม่ คนใกล้ชิด

แต่แม่ทำงานนั้นออกมาได้ดีมากเลย แม่ทำได้ยังไงกันนะ เราอดสงสัยไม่ได้

จะทำได้ไหมนะ แอบคิดในใจ

ความตาย อาจพรากชีวิตไป แต่ ดูเหมือนว่า ในความตายนั้น ก็ได้สร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา เหมือนกัน

อย่างน้อยที่สุดแล้ว เราคิดว่า ความตาย ได้สร้าง พลังให้กับ คนที่อยู่ข้างหลัง ให้เขาได้รู้จักที่จะยืน อยู่ด้วยตัวเอง หรือ พลัง ที่จะล้มลงไป แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่จะยังยืนอยู่ได้

แต่มันก็ คือ พลังได้รับมาจาก ความตายนั้น เอง มัน ขึ้น กับ ตัวคนๆนั้น เอง ว่า จะ ล้ม หรือ จะลุก ขึ้นด้วยพลังนั้น กันแน่

หวังว่า เมื่อเวลา นั้น มาถึง ตัวเอง จะแปรเปลี่ยนพลังนั้น ให้ ช่วยให้เราลุกขึ้นมาได้

เดี๋ยวคงต้องเริ่ม คิดแล้วซิ่ว่า จะเขียนอะไร เกี่ยวกับ คุณยาย ดี

[translation] REGRET by INORAN

posted on 02 Oct 2008 23:00 by pkagoldfish  in Translation

บะ บะ บะ บอกได้คำเดียว..... สามพยางค์ เอ๊ะ หรือ สามคำ สามพยางค์ หนึ่งความหมายนะ....

 

ว่า..... "ไม่ไหวแล้ว....." อิโนะรันขา.... อ่านในสัมพลาด (สนับสนุนแหล่งข่าว โดย INORI)
ทำให้รู้ว่า เพลง ที่ตอนแรก แล้ว ฟังไปโดยที่ไม่ได้ ดูว่า เป็น เพลง ที่มี ชื่อว่า อะไร แปลว่า อะไรกันแน่
แต่ติดใจนักหนา ในอัลบั้มใหม่ของ อิโนะรันซามะ... นั้น เป็น เพลง ที่ ให้ คนแต่งมาให้ ซึ่ง เหมือนว่า จะเป็น
เรื่องราว ที่ ผ่านประสบการณ์จริง ของ คนแต่ง อ่ะนะ...ไม่รู้ซิ่ ฟังดูแล้ว อิโนะรัน จะร้องแบบ พ่อเจ้าประคุณ อินมากมาย ทำข้าพเจ้าอินตาม ไปด้วย ฮ่ะๆ

 เลย ขออนุญาต หยิบ มา แปล เอาไว้ ณ ที่นี้

 

Title:REGRET
Artist: INORAN
Album: Apocalypse
Lyrics: MICHIKO YOSHIDA
Music: Inoran

まだ帰れない ごめんねもう約束は しないでいよう
mada kaerenai gomenne mou yakusoku wa shinai de you
ขอโทษนะ ตอนนี้คงกลับไปหาไม่ได้แล้ว จากนี้จะไม่สัญญาอะไรอีก 

 

血に飢えた なまりの兵隊 砂漠のshow time
chi ni ueta namari no heitai sabaku no SHOW TIME
เหล่าทหารหาญกระหายเลือด จากอดีต  ถึงเวลาแล้ว การแสดงบนผืนทราย

君を守るため 武器を携えた だけど何か 違う

kimi wo mamoru tame  buki wo tazueta dakedo nani ka chigau
เพื่อจะปกป้องเธอ มือหนึ่งถืออาวุธเคียงกาย แต่ มันก็ยังมีอะไร คั่งค้างข้างใน


僕は 僕は 気づいているんだ あやまちに
boku wa boku wa ki zuite irun da ayamachi ni
ในตอนนี้ ตอนนี้ผม รู้สึกตัวแล้ว ว่าคิดผิดไป
 

誰か 誰か 教えて欲しい どうすればいいんだ
dare ka dare ka oshiete hoshii dousureba iin da
ขอเพียง ใครซักคน ช่วยบอกให้รู้ที ผมควรจะทำอย่างไร


もし 誰かを殺めて でも心は 失くせないから
moshi dareka wo ayamete demo kokoro wa  nakusenai kara
หากว่าได้ ปลิดชีวิตใครลงไป  ก็จะไม่ยอมเสียสิ้นซึ่งจิตใจ 
 

テレビのニュースに映るのは 愚かなheroes
TEREBI no NYU-SU ni utsuru no wa orokana HEROES
สิ่งที่เห็นผ่านสื่อ ก็คือ ภาพของเหล่า วีรบุรุษที่ เขลาขลาด  


欲望の極みに 神様はいるの?

yokubou no kiwami ni kamisama wa iru no?

บนยอดแห่งปรารถนาอันสูงสุด ณ ที่นั้นมีพระเจ้าอยู่หรือ?


憎しみの連鎖 明日へと続く きっと何かが 違う

nikushimi no rensa asu e to tsuzuku kitto nani ka ga chigau

โซ่ตรวนแห่งความเกลียดชัง นั้นยังยาวเรื่อยไปสู่วันพรุ่งนี้ มันคงมีอะไรผิดพลาดไปแน่

 

 

僕は 僕は 気づいているんだ あやまちに

boku wa boku wa kizuite irunda ayamachi ni

ตอนนี้ ผมรู้แล้ว นี่มันน่าเสียดายจริงๆ
 

誰か 誰か 教えて欲しい どうすればいいんだ

dare ka dare ka oshiete hoshii dousure ba iin da
อยากให้ใคร ขอเพียงใคร ช่วยบอกทีเถิดว่า ต้องทำอย่างไร

 

何のために 血の雨は降る 答えてよ

nan no tame ni chi no ame wa furu kotaete yo

ฝนเลือดที่มันตกลงมานี่ เพื่ออะไร ช่วยตอบที
 

誰のために 瓦礫の底で 哭けばいい?

dare no tame ni gareki no soko de nake ba ii?

ควรจะคร่ำครวญ ที่ก้นบึ้งแห่งเศษอิฐเศษปูนนี้ เพื่อใครดี

 

 


もう 何も 聞こえない もう いいよ 何も聞こえてこない
mou nanimo kikoenai mou ii yo nani mo kikoete konai

ณ ตอนนี้ ไม่ยินเสียงอะไรแล้ว พอที ไม่มีเสียงใดส่งผ่านมาถึงอีกแล้ว
 

僕は 僕は 気づいているんだ あやまちに

boku wa boku wa kizuite irun da ayamachi ni

ตอนนี้ ตัวผม รู้ซึ้งแล้ว นี่มันผิดไปจริงๆ
 

誰か 誰か 教えて欲しい どうすれば

dare ka dare ka oshiete hoshii dousureba

อยากให้ใคร ขอเพียงใคร ช่วยบอกที ว่า ต้องทำอย่างไรดี  
 

何のために 血の雨は降る 答えてよ

nan no tame ni chi no ame wa furu kotaete yo

ที่ฝนเลือดต้องหลั่งริน มันเพื่ออะไร ช่วยตอบที
 

誰のために 瓦礫の底で 哭けばいい?
dare no tame ni gareki no soko de nake ba ii?

ควรจะคร่ำครวญ ที่ก้นบึ้งแห่งเศษอิฐเศษปูนนี้ เพื่อใครดี

 


あの日 君と約束をした きっと帰ると

ano hi kimi to yakusoku wo  shita kitto kaeru to

วันนั้น ที่ได้สัญญา เอาไว้กับเธอ ว่าจะกลับไป
 

だけど 僕は 塹壕の中で 眠るよ 今….

dake do boku wa zangou no naka de nemuru yo ima...

แต่ ผมยังอยู่กลางผืนทรายของสมรภูมิ หลับไหลอยู่ ณ ตอนนี้ ...

 

 

 

 ........................................................................

 

เฮ้อ.... ในหัวตอนที่ฟังเพลง ไป อ่านเนื้อไป มันเห็น ภาพเป็นฉากๆ
สมรภูมิ การสู้รบ อาวุธ และ ความตาย

มัน...ยังไงดีล่ะ เป็นอะไรที่ เรียลมากเลย....

สงครามนี้ ไม่มีอะไรดี เลยนะ 

การดื้อดึง อะไร ก็ตามที่จะนำมาสู่ความสูญเสีย เนี่ย ไม่มีดีเลยล่ะ

edit @ 3 Oct 2008 00:38:51 by p.k.a

edit @ 4 Oct 2008 23:21:01 by p.k.a

edit @ 4 Oct 2008 23:22:00 by p.k.a

[fic JI] Teenage DumBy Dirt Bay

posted on 29 Sep 2008 00:42 by pkagoldfish  in fanfic

"นายเชื่อไหมว่า บนโลกใบนี้ยังมีความหวัง"

 

ท้องทะเลทอดกายอยู่เบื้องหน้า แสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องลงมานั้นราวกับจะย้อมผืนน้ำให้กลายเป็นสีส้มทองอย่างไรอย่างนั้น ระลอกน้ำกระเพื่อมก่อนประกายระยิบ พร้อมกับเสียงคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่ง รู้สึกได้ถึงเม็ดทรายละเอียดที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่า เมื่อสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายทะเลแทรกซึมเข้าเต็มปอด  ผมหันไปถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เอาข้อศอกสะกิดแขนคนที่ดูจะเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลเบื้องหน้าให้หันมาสนใจกับคำถาม

 

"เดี๋ยวนี้ มีสะกิดด้วย"
อีกฝ่ายเหลือบมอง แขนของผมเล็กน้อย สายตาที่มองมาหาเรื่องเหมือนทุกที  

"ไม่เอารองเท้าตบก็บุญหัวแล้ว..."
ผมตอบ พลางยกรองเท้าผ้าใบที่ถือเอาไว้ ให้อีกฝ่ายดู

"เออ...ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะเชื่อว่าโลกนี้ ยังพอมีความหวัง อย่างน้อย กบาลฉันก็ยังไม่ถูกแพ่นด้วยเกือกของนาย" เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะล้วงเอาซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขย่าซองที่เริ่มจะยับยู่ไปมา พยายามจะเคาะเอามวนนิโคตินนั่นออกมา แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรโพล่พ้นซองกระดาษนั่นออกมาเสียที

"หมดแล้ว ยังจะเค้นอยู่ได้ ไม่ใช่น้ำส้มคั้นนะเว้ย" ผมตอบ ก่อนจะจะคว้าซองบุหรี่ว่างเปล่านั้นมาแล้วโยนทิ้งไป

"ของไม่ดีแบบนี้ใครสั่งใครสอนให้ สูบวะ.... เอ้า ยี่ห้อนี้ ออกใหม่ ลองยัง" ดึงซองบุหรี่ของตัวเองออกมาจากกระเป๋ากางเกงผ้าสีน้ำเงิน  เห็นสายตาเขามองมาอย่างหน่ายๆ ก่อนจะรับเอาซองบุหรี่ไป แต่ก็ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็โยนทิ้งลงไปในทะเล คลื่นที่ซัดเข้ามาหอบเอาขยะที่พวกเราทิ้งลงไปในน้ำ หายลับไปกับตา ราวกับว่า ซองบุหรี่พวกนั้นไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน

"อ้าว...เวรแล้ว โยนทิ้งทำไมวะ "

"นี่มันก็หมดแล้ว ยื่นมาทำไม...เผาพร้อมกระดาษเงินกระดาษทองเอาไปฝากไว้เผื่อสูบชาติหน้าเลยไหม...บุหรี่ตัวเองก็หมด ยังไม่รู้เรื่อง โง่นี่" มื่อนั่นยื่นมาดันหน้าผมเสียหงาย ก่อนจะ หันหลังแล้วออกเดิน ได้ยินเสียงเขาเตะน้ำทะเล ที่ซัดเข้ามา เป็นจังหวะ เม็ดทรายสีเข้มตัดกับผิวบนหน้าเท้า ขากางเกงที่พับขึ้นเหนือเข่าเมื่อครู่เริ่มตกลงมา จากน้ำหนักของน้ำที่กระเซ็นเกาะตัวจนรู้สึกได้

 

"เฮ้..."

 

เสียงเขาเรียก แต่ผมรู้ว่าเขาไม่ได้เรียกให้ผมเลิกสนใจปลายขานั่น.... พยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะนั่งลงไป สอดนิ้วเข้าไปด้านในของขากางเกง ผิวที่หน้าขานั้นเย็นเฉียบ แน่นอนว่า อากาศในช่วงปลายเดือนกันยาแบบนี้ไม่ได้ เหมาะนักกับการมาเดินเล่นริมหาด....ผมเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาเล็กน้อย... ถอนหายใจก่อนหนึ่งคำนบ แล้วพับขากางเกงของเขาขึ้นให้กลับไปอยู่เหนือเข่าตามเดิม


เมื่อลุกขึ้นมา มองหน้าเขาอีกที แสงยามเย็น ตกกระทบลงบนด้านหนึ่งของใบหน้า ผมเห็นลางๆ ว่าเขากำลังยิ้ม จากซีกหนึ่งของใบหน้า ที่มองเห็นได้ แต่ใบหน้าอีกด้านนั้น น่าแปลก กลับดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ผมลุกขึ้น แต่เพราะเผลอคุกเข่าลงไปกับพื้นทรายเมื่อครู่ ทั้งหน้าแข้งเลยมีแต่เม็ดทรายเกาะเต็ม ขากางเกง ก็เปียกมากขึ้นกว่าเดิม จนแทบจะเรียกว่า เปียกโชก

 

"แล้วนายล่ะ คิดว่า เรายังมีความหวัง อยู่ไหม..."

 

ได้ยินเสียงเขาถามกลับ ผมก็ได้แต่ยักไหล่

 

"ความหวัง คือ การมองไปยังอนาคตที่เรามองไม่เห็น และยังมาไม่ถึง... ถ้าเป็นเหมือนพระอาทิตย์ที่อยู่นั่นก็ว่าไปอย่าง...." ว่าพลางก็ชี้ไปยังพระอาทิตย์ดวงโตที่กำลังจะจมน้ำ

"ถึงจะอยู่ไกลลิบอย่างนั้นน่ะเหรอ... "เสียงเขาถามอีกระลอก ท่าทางแปลกใจกับคำตอบของผมไม่น้อย มือทั้งสองข้างขยับ เนคไทสีเข้มที่พาดคออยู่ ดึงปลายสองด้านไปมา เสียงผ้าถูไถเสียดสี กับ ปกเสื้อสีขาวที่สวมทับ

"อย่างน้อยมันก็มองเห็นไม่ใช่หรือไง.... "ผมหันไปยิ้ม แต่เขากลับกำลังยืนจ้องดวงอาทิตย์สีแดงฉานนั้นนิ่ง พลางขมวดคิ้วเข้าหากัน


"เป็นไร..."

"เปล่า แค่คิดว่าให้จ้องมันแบบนี้ นานๆ ฉัน คงจะแสบตาตายก่อน...ไม่ไหวว่ะ สว่างเกิน..."

"โง่นิ่...แว่นกันแดดมีก็ใส่ไปซิ่...." ยกมือขึ้นขยี้เส้นผมนิ่มมือ นึกเสียดายว่า หากหมดเทอมนี้ไปแล้ว ก็ อาจจะต้องแยกจากกัน นี่มัน กำลังเข้าฤดูใบไม้ร่วง สุดท้ายของ ช่วง ม.ปลาย...กับอนาคตที่ไม่แน่นอน...และดูว่าเขาจะไม่ชอบ ที่จะจ้องมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าซักเท่าไร


"เฮ้ย หลอกด่าอีก....ปากเรอะ" 

"เมื่อกี้นายก็ด่า อีกอย่างนะเว้ย..บ้านไหนเขาเอาก้นพูดเล่า...."

"อ้าว ไอ้ที่เสียงดัง ตอนไปทริปกับโรงเรียนนั่นนายไม่ได้นอนละเมอเรอะ...ยังว่า ปากเหม็นเป็นบ้า..." ไม่พูดเปล่า ยกขาขึ้นเตะเข้ามาเสียงดังป้าบ

"โอ้ย ไอ้หมอนี่....ขาสั้นยังจะหาเรื่องนะ" ผมชี้หน้าคาดโทษ แต่ก็ดูจะไม่ทัน เจ้าขาสั้นวิ่งนำไปก่อนเสียงแล้ว มีหรือที่ผมจะยอมเสียเปรียบ


"เฮ้ย มาให้เอาคืน ซะดีๆ เลย....."

"กลับไปก็โง่ดิ่...."


เสียงหัวเราะได้ใจ ดังห่างออกไป นี่ผมลืมไปได้อย่างไร ว่า เขาเคยเป็นนักกีฬา เส้นผมยาวนั้นสะบัดไหว ไปตามแรงวิ่ง สะท้อนล้อเล่นกับแสงของดวงอาทิตย์...น่าแปลกที่เจ้าตัวคิดว่า ตัวเองไม่เหมาะกับการอยู่ใต้แสงยามอาทิตย์ส่องสว่าง

"เฮ้ย....รอก่อน...."


ผมตะโกนไล่หลังพลางออกวิ่งตามไปบ้าง ใครมาเห็น คงนึกว่าไอ้พวกนี้มันบ้า หนาวแทบตายยังจะมาวิ่งกันริมทะเลอยู่ได้

 

แมวจับหนูไล่เตะกันอยู่อย่างนั้นไปซักพัก ก็หมดแรง หากเป็นหน้าร้อน คงจะนอนกลิ้งกันอยู่บนพื้นนั่นล่ะ แต่ อย่างที่ว่า อากาศมันเย็นเกินกว่า จะนอนลงไปทั้งๆที่เสื้อเปียกเพราะน้ำที่เตะใส่กันไปมากับกางเกงเปียก เพราะตะลุยกันลงไปในน้ำอย่างไม่เกรงกลัว


ท้ายที่สุด ก็หอบหิ้วตัวเองที่ยังไม่ได้กินข้าวกันทั้งคู่ขึ้นมาที่ถนนริมหาด พระอาทิตย์ ลับขอบฟ้าไปตอนไหน ก็จำไม่ได้เหมือนกัน ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ ส่องแสงว่าง ได้ยินเสียง ปืนดังแว่วมาจากที่ไกลๆ พร้อมเสียงนกร้องกระพือปีกเสียงดัง ลุงคนสวน คง ยิงปืนไล่นกอีกเป็นแน่ ช่วงเข้าฤดูเก็บเกี่ยว ก็แบบนี้เสมอ

 

"ถ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ คงคิดถึงแย่เลยว่ะ...."


 เสียงเขาพูดขึ้นมา แต่ผมไม่ได้หันไปมองหน้า กำลังมองตัวอักษร บนตู้ขายของอัตโนมัติ ดูว่าจะมีอะไรอร่อยตกถึงท้องก่อน เดินกลับบ้านไปให้แม่ด่าไหม เพราะเล่นทำเสื้อผ้าเปื้อนกันขนาดนี้

 

"อีก ตั้งหลายเดือน ไม่แน่เราอาจจะติดแหง็กอยู่ในเมืองนี่ก็ได้...."


ผมตอบ ในที่สุดก็เจอของน่าสนใจเข้าให้ หยอดเหรียญลงไป ปลายนิ้วกด เสียงเครื่องทำงาน ก่อนที่จะมี ห่อพลาสติกตกลงมาในช่องที่อยู่ด้านล่าง

 

"เอ๊ะ ไอ้นี่ปากไม่ดีนะวันนี้.... "


ถึงจะพูดออกมาแบบนั้น แต่ฟังน้ำเสียง แล้ว คงไม่ได้ ติดใจเอาความอะไร หันกลับมาอีกที ก็เห็น เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า ที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอมม่วงเข้ม เห็นใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้ม ก็อดจะถามออกไปไม่ได้ว่า ยิ้มอะไร

 

"เป้าหมายเหรอ หากจะให้มอง ฉันขอมองไอ้นั่นดีกว่า...เย็นตาดี"



ผมแหงานหน้ามองตาม พระจันทร์สีขาวซีดลอยเด่นอยู่อีกด้านของท้องฟ้า ไม่นานก็คงเป็นเงาตกกระทบลงบนท้องทะเล และไม่นานก็คงลับหายไปเหมือนจะไล่ตาม ดวงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลา

 

"สีเหมือนหัวนาย... "


เขาชี้ที่พระจันทร์ก่อนจะหันมาจับหัวผม โดนกัดสีจนอ่อน แข็งหยาบไปหมด

 

"เดี๋ยวก็เปลี่ยนได้" ผมตอบ ก่อนจะดึงห่อเล็กๆ ออกจากห่อพลาสติกห่อใหญ่ที่เพิ่งจะได้มา

"เอ้า กินซะ รองท้อง "

"ขนมปัง?... ไส้ อะไรวะ... "เขารับไป พลิกซ้ายขวา มองหาคำตอบ

"ยัดๆไปเถอะน่า กินได้เหมือนกันนั่นล่ะ... เอ้อ...แล้วก็นี่ ..." ผมว่างพลางแกะห่อเล็กๆ ที่แถมมา ออก ก่อนจะดึงมือของอีกฝ่าย มา ดันสิ่งที่อยู่ในมือนั่น ใส่ไปที่นิ้วโป้งของอีกฝ่าย เพราะรู้ขนาดมันก็ใหญ่ไม่น้อย

 

"ลูกอมแหวน? เล่นบ้าอะไรอีกละเนี่ย" เขาดูจะอึ้งๆไปเล็กน้อย เมื่อเห็นสิ่งที่ผมเรียกว่า ของขวัญ

 

"ไม่มีเงินซื้อเว้ย เอาไปแค่นี้ละกัน... " ผมว่าพลางยิ้ม มองลูกอมสีสดที่โดนตัดเป็นรูปเพชรเม็ดใหญ่เบ้อเริ่ม

 

"พลาสติก กับลูกอม กินหมดก็ขยะเท่านั้นล่ะวะ..." เขาหัวเราะออกมา ไม่ได้ถามว่าทำไม ผมให้มัน กับเขา

 

"พลาสติกนี่ล่ะดีแล้ว..." ผมพูดพลางหัวเราะ "อย่างน้อย มันก็ใช้เวลาอีกเป็นล้านปีกว่าจะย่อยสลายหมดนะเว้ย....." 

"เอ้อ...ขอบใจ"


เขาตอบเบาๆ พลางตบเบาๆ ลงบนม้านั่งข้างๆที่เขานั่งอยู่ ใครเห็นก็คงขำ ว่าไอ้เด็กนี่มันกินอะไร มือหนึ่งถือ ขนมปังแกงกะหรี่ ส่วนอีกข้างก็มี แหวนลูกอมเม็ดเป้งติดอยู่กับนิ้ว กินขนมปังแกงกะหรี่กับ อมลูกอมไปอีกคำ ผมหันไปมอง ไม่ได้รู้สึกทึ่ง หรือ แขยงอะไรกับที่เขากินนัก

 

 "มีความสุขมากๆนะเว้ย วันนี้"

 

"เอ้อ เห็นใครๆเขาก็พูดกัน...ว่าแต่...วันนี้มันวันอะไรวะ.... "เขาหันมาถามทำหน้าเหลอหลา

 

"ไอ้โง่เอ้ย...." ผมมองหน้าเขาอย่างหน่ายๆ คราวนี้ ชักอยากจะเอารองเท้าตบกะโหลกมันเสียจริงๆ

 

"วันเกิดนายนั่นล่ะ มีหน้ามาถาม...."

เห็นเขาอ้าปากเหมือนจะเอออแล้วพยักหน้าเล็กน้อย  ก่อนจะก้มลงมองแหวนลูกอมที่เริ่มเสียรูปร่างไป เขายัดมันเข้าปากไปอีกรอบพลางยิ้ม เสียจนตาหยี

 

-fin-

 

 

@@@talk@@@
ไม่ใช่ฟิคสด แต่ ก็คล้ายๆ เพราะ ไม่มีพล็อต เขียนเลย... แต่เขียนไว้ก่อนหน้าวันนี้ มา อาทิตย์ นึง
เพราะ ณ ปัจจุบัน คนเขียนกำลังปั่นรายงานอย่างเมามันส์ เมื่อคืน นั่งทำรายงานไปยี่สิบชั่วโมง อ่ะ เอาเวลากินข้าว ออกไปซื้อของออก ก็ราว สิบห้าสิบหกชั่วโมง รวดดดด นอนไม่พอยังกระแดะออกไปแร่ดๆ ที่เซ็นทรัลอีกวันนี้ วิงเวียนเหลือเกิน แต่ปลาทอง ขอสู้เพื่อถังเบียร์นะคะ

 

และ แน่นอน....แฮปปี้ เบิร์ทเดย์นะ อิโนรัน... ปันี้ เท่าไรแล้ว ไม่รู้ ก็ ขอให้ งดงามเป็นเหมือนเซ็นเน็นกะ และ เบ่งบานในใจพวกเรา ต่อไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน นะคะ

edit @ 29 Sep 2008 01:01:45 by p.k.a

edit @ 29 Sep 2008 01:03:51 by p.k.a