fanfic

[fic JI] Teenage DumBy Dirt Bay

posted on 29 Sep 2008 00:42 by pkagoldfish  in fanfic

"นายเชื่อไหมว่า บนโลกใบนี้ยังมีความหวัง"

 

ท้องทะเลทอดกายอยู่เบื้องหน้า แสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องลงมานั้นราวกับจะย้อมผืนน้ำให้กลายเป็นสีส้มทองอย่างไรอย่างนั้น ระลอกน้ำกระเพื่อมก่อนประกายระยิบ พร้อมกับเสียงคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่ง รู้สึกได้ถึงเม็ดทรายละเอียดที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่า เมื่อสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายทะเลแทรกซึมเข้าเต็มปอด  ผมหันไปถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เอาข้อศอกสะกิดแขนคนที่ดูจะเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลเบื้องหน้าให้หันมาสนใจกับคำถาม

 

"เดี๋ยวนี้ มีสะกิดด้วย"
อีกฝ่ายเหลือบมอง แขนของผมเล็กน้อย สายตาที่มองมาหาเรื่องเหมือนทุกที  

"ไม่เอารองเท้าตบก็บุญหัวแล้ว..."
ผมตอบ พลางยกรองเท้าผ้าใบที่ถือเอาไว้ ให้อีกฝ่ายดู

"เออ...ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะเชื่อว่าโลกนี้ ยังพอมีความหวัง อย่างน้อย กบาลฉันก็ยังไม่ถูกแพ่นด้วยเกือกของนาย" เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะล้วงเอาซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขย่าซองที่เริ่มจะยับยู่ไปมา พยายามจะเคาะเอามวนนิโคตินนั่นออกมา แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรโพล่พ้นซองกระดาษนั่นออกมาเสียที

"หมดแล้ว ยังจะเค้นอยู่ได้ ไม่ใช่น้ำส้มคั้นนะเว้ย" ผมตอบ ก่อนจะจะคว้าซองบุหรี่ว่างเปล่านั้นมาแล้วโยนทิ้งไป

"ของไม่ดีแบบนี้ใครสั่งใครสอนให้ สูบวะ.... เอ้า ยี่ห้อนี้ ออกใหม่ ลองยัง" ดึงซองบุหรี่ของตัวเองออกมาจากกระเป๋ากางเกงผ้าสีน้ำเงิน  เห็นสายตาเขามองมาอย่างหน่ายๆ ก่อนจะรับเอาซองบุหรี่ไป แต่ก็ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็โยนทิ้งลงไปในทะเล คลื่นที่ซัดเข้ามาหอบเอาขยะที่พวกเราทิ้งลงไปในน้ำ หายลับไปกับตา ราวกับว่า ซองบุหรี่พวกนั้นไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน

"อ้าว...เวรแล้ว โยนทิ้งทำไมวะ "

"นี่มันก็หมดแล้ว ยื่นมาทำไม...เผาพร้อมกระดาษเงินกระดาษทองเอาไปฝากไว้เผื่อสูบชาติหน้าเลยไหม...บุหรี่ตัวเองก็หมด ยังไม่รู้เรื่อง โง่นี่" มื่อนั่นยื่นมาดันหน้าผมเสียหงาย ก่อนจะ หันหลังแล้วออกเดิน ได้ยินเสียงเขาเตะน้ำทะเล ที่ซัดเข้ามา เป็นจังหวะ เม็ดทรายสีเข้มตัดกับผิวบนหน้าเท้า ขากางเกงที่พับขึ้นเหนือเข่าเมื่อครู่เริ่มตกลงมา จากน้ำหนักของน้ำที่กระเซ็นเกาะตัวจนรู้สึกได้

 

"เฮ้..."

 

เสียงเขาเรียก แต่ผมรู้ว่าเขาไม่ได้เรียกให้ผมเลิกสนใจปลายขานั่น.... พยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะนั่งลงไป สอดนิ้วเข้าไปด้านในของขากางเกง ผิวที่หน้าขานั้นเย็นเฉียบ แน่นอนว่า อากาศในช่วงปลายเดือนกันยาแบบนี้ไม่ได้ เหมาะนักกับการมาเดินเล่นริมหาด....ผมเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาเล็กน้อย... ถอนหายใจก่อนหนึ่งคำนบ แล้วพับขากางเกงของเขาขึ้นให้กลับไปอยู่เหนือเข่าตามเดิม


เมื่อลุกขึ้นมา มองหน้าเขาอีกที แสงยามเย็น ตกกระทบลงบนด้านหนึ่งของใบหน้า ผมเห็นลางๆ ว่าเขากำลังยิ้ม จากซีกหนึ่งของใบหน้า ที่มองเห็นได้ แต่ใบหน้าอีกด้านนั้น น่าแปลก กลับดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ผมลุกขึ้น แต่เพราะเผลอคุกเข่าลงไปกับพื้นทรายเมื่อครู่ ทั้งหน้าแข้งเลยมีแต่เม็ดทรายเกาะเต็ม ขากางเกง ก็เปียกมากขึ้นกว่าเดิม จนแทบจะเรียกว่า เปียกโชก

 

"แล้วนายล่ะ คิดว่า เรายังมีความหวัง อยู่ไหม..."

 

ได้ยินเสียงเขาถามกลับ ผมก็ได้แต่ยักไหล่

 

"ความหวัง คือ การมองไปยังอนาคตที่เรามองไม่เห็น และยังมาไม่ถึง... ถ้าเป็นเหมือนพระอาทิตย์ที่อยู่นั่นก็ว่าไปอย่าง...." ว่าพลางก็ชี้ไปยังพระอาทิตย์ดวงโตที่กำลังจะจมน้ำ

"ถึงจะอยู่ไกลลิบอย่างนั้นน่ะเหรอ... "เสียงเขาถามอีกระลอก ท่าทางแปลกใจกับคำตอบของผมไม่น้อย มือทั้งสองข้างขยับ เนคไทสีเข้มที่พาดคออยู่ ดึงปลายสองด้านไปมา เสียงผ้าถูไถเสียดสี กับ ปกเสื้อสีขาวที่สวมทับ

"อย่างน้อยมันก็มองเห็นไม่ใช่หรือไง.... "ผมหันไปยิ้ม แต่เขากลับกำลังยืนจ้องดวงอาทิตย์สีแดงฉานนั้นนิ่ง พลางขมวดคิ้วเข้าหากัน


"เป็นไร..."

"เปล่า แค่คิดว่าให้จ้องมันแบบนี้ นานๆ ฉัน คงจะแสบตาตายก่อน...ไม่ไหวว่ะ สว่างเกิน..."

"โง่นิ่...แว่นกันแดดมีก็ใส่ไปซิ่...." ยกมือขึ้นขยี้เส้นผมนิ่มมือ นึกเสียดายว่า หากหมดเทอมนี้ไปแล้ว ก็ อาจจะต้องแยกจากกัน นี่มัน กำลังเข้าฤดูใบไม้ร่วง สุดท้ายของ ช่วง ม.ปลาย...กับอนาคตที่ไม่แน่นอน...และดูว่าเขาจะไม่ชอบ ที่จะจ้องมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าซักเท่าไร


"เฮ้ย หลอกด่าอีก....ปากเรอะ" 

"เมื่อกี้นายก็ด่า อีกอย่างนะเว้ย..บ้านไหนเขาเอาก้นพูดเล่า...."

"อ้าว ไอ้ที่เสียงดัง ตอนไปทริปกับโรงเรียนนั่นนายไม่ได้นอนละเมอเรอะ...ยังว่า ปากเหม็นเป็นบ้า..." ไม่พูดเปล่า ยกขาขึ้นเตะเข้ามาเสียงดังป้าบ

"โอ้ย ไอ้หมอนี่....ขาสั้นยังจะหาเรื่องนะ" ผมชี้หน้าคาดโทษ แต่ก็ดูจะไม่ทัน เจ้าขาสั้นวิ่งนำไปก่อนเสียงแล้ว มีหรือที่ผมจะยอมเสียเปรียบ


"เฮ้ย มาให้เอาคืน ซะดีๆ เลย....."

"กลับไปก็โง่ดิ่...."


เสียงหัวเราะได้ใจ ดังห่างออกไป นี่ผมลืมไปได้อย่างไร ว่า เขาเคยเป็นนักกีฬา เส้นผมยาวนั้นสะบัดไหว ไปตามแรงวิ่ง สะท้อนล้อเล่นกับแสงของดวงอาทิตย์...น่าแปลกที่เจ้าตัวคิดว่า ตัวเองไม่เหมาะกับการอยู่ใต้แสงยามอาทิตย์ส่องสว่าง

"เฮ้ย....รอก่อน...."


ผมตะโกนไล่หลังพลางออกวิ่งตามไปบ้าง ใครมาเห็น คงนึกว่าไอ้พวกนี้มันบ้า หนาวแทบตายยังจะมาวิ่งกันริมทะเลอยู่ได้

 

แมวจับหนูไล่เตะกันอยู่อย่างนั้นไปซักพัก ก็หมดแรง หากเป็นหน้าร้อน คงจะนอนกลิ้งกันอยู่บนพื้นนั่นล่ะ แต่ อย่างที่ว่า อากาศมันเย็นเกินกว่า จะนอนลงไปทั้งๆที่เสื้อเปียกเพราะน้ำที่เตะใส่กันไปมากับกางเกงเปียก เพราะตะลุยกันลงไปในน้ำอย่างไม่เกรงกลัว


ท้ายที่สุด ก็หอบหิ้วตัวเองที่ยังไม่ได้กินข้าวกันทั้งคู่ขึ้นมาที่ถนนริมหาด พระอาทิตย์ ลับขอบฟ้าไปตอนไหน ก็จำไม่ได้เหมือนกัน ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ ส่องแสงว่าง ได้ยินเสียง ปืนดังแว่วมาจากที่ไกลๆ พร้อมเสียงนกร้องกระพือปีกเสียงดัง ลุงคนสวน คง ยิงปืนไล่นกอีกเป็นแน่ ช่วงเข้าฤดูเก็บเกี่ยว ก็แบบนี้เสมอ

 

"ถ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ คงคิดถึงแย่เลยว่ะ...."


 เสียงเขาพูดขึ้นมา แต่ผมไม่ได้หันไปมองหน้า กำลังมองตัวอักษร บนตู้ขายของอัตโนมัติ ดูว่าจะมีอะไรอร่อยตกถึงท้องก่อน เดินกลับบ้านไปให้แม่ด่าไหม เพราะเล่นทำเสื้อผ้าเปื้อนกันขนาดนี้

 

"อีก ตั้งหลายเดือน ไม่แน่เราอาจจะติดแหง็กอยู่ในเมืองนี่ก็ได้...."


ผมตอบ ในที่สุดก็เจอของน่าสนใจเข้าให้ หยอดเหรียญลงไป ปลายนิ้วกด เสียงเครื่องทำงาน ก่อนที่จะมี ห่อพลาสติกตกลงมาในช่องที่อยู่ด้านล่าง

 

"เอ๊ะ ไอ้นี่ปากไม่ดีนะวันนี้.... "


ถึงจะพูดออกมาแบบนั้น แต่ฟังน้ำเสียง แล้ว คงไม่ได้ ติดใจเอาความอะไร หันกลับมาอีกที ก็เห็น เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า ที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอมม่วงเข้ม เห็นใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้ม ก็อดจะถามออกไปไม่ได้ว่า ยิ้มอะไร

 

"เป้าหมายเหรอ หากจะให้มอง ฉันขอมองไอ้นั่นดีกว่า...เย็นตาดี"



ผมแหงานหน้ามองตาม พระจันทร์สีขาวซีดลอยเด่นอยู่อีกด้านของท้องฟ้า ไม่นานก็คงเป็นเงาตกกระทบลงบนท้องทะเล และไม่นานก็คงลับหายไปเหมือนจะไล่ตาม ดวงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลา

 

"สีเหมือนหัวนาย... "


เขาชี้ที่พระจันทร์ก่อนจะหันมาจับหัวผม โดนกัดสีจนอ่อน แข็งหยาบไปหมด

 

"เดี๋ยวก็เปลี่ยนได้" ผมตอบ ก่อนจะดึงห่อเล็กๆ ออกจากห่อพลาสติกห่อใหญ่ที่เพิ่งจะได้มา

"เอ้า กินซะ รองท้อง "

"ขนมปัง?... ไส้ อะไรวะ... "เขารับไป พลิกซ้ายขวา มองหาคำตอบ

"ยัดๆไปเถอะน่า กินได้เหมือนกันนั่นล่ะ... เอ้อ...แล้วก็นี่ ..." ผมว่างพลางแกะห่อเล็กๆ ที่แถมมา ออก ก่อนจะดึงมือของอีกฝ่าย มา ดันสิ่งที่อยู่ในมือนั่น ใส่ไปที่นิ้วโป้งของอีกฝ่าย เพราะรู้ขนาดมันก็ใหญ่ไม่น้อย

 

"ลูกอมแหวน? เล่นบ้าอะไรอีกละเนี่ย" เขาดูจะอึ้งๆไปเล็กน้อย เมื่อเห็นสิ่งที่ผมเรียกว่า ของขวัญ

 

"ไม่มีเงินซื้อเว้ย เอาไปแค่นี้ละกัน... " ผมว่าพลางยิ้ม มองลูกอมสีสดที่โดนตัดเป็นรูปเพชรเม็ดใหญ่เบ้อเริ่ม

 

"พลาสติก กับลูกอม กินหมดก็ขยะเท่านั้นล่ะวะ..." เขาหัวเราะออกมา ไม่ได้ถามว่าทำไม ผมให้มัน กับเขา

 

"พลาสติกนี่ล่ะดีแล้ว..." ผมพูดพลางหัวเราะ "อย่างน้อย มันก็ใช้เวลาอีกเป็นล้านปีกว่าจะย่อยสลายหมดนะเว้ย....." 

"เอ้อ...ขอบใจ"


เขาตอบเบาๆ พลางตบเบาๆ ลงบนม้านั่งข้างๆที่เขานั่งอยู่ ใครเห็นก็คงขำ ว่าไอ้เด็กนี่มันกินอะไร มือหนึ่งถือ ขนมปังแกงกะหรี่ ส่วนอีกข้างก็มี แหวนลูกอมเม็ดเป้งติดอยู่กับนิ้ว กินขนมปังแกงกะหรี่กับ อมลูกอมไปอีกคำ ผมหันไปมอง ไม่ได้รู้สึกทึ่ง หรือ แขยงอะไรกับที่เขากินนัก

 

 "มีความสุขมากๆนะเว้ย วันนี้"

 

"เอ้อ เห็นใครๆเขาก็พูดกัน...ว่าแต่...วันนี้มันวันอะไรวะ.... "เขาหันมาถามทำหน้าเหลอหลา

 

"ไอ้โง่เอ้ย...." ผมมองหน้าเขาอย่างหน่ายๆ คราวนี้ ชักอยากจะเอารองเท้าตบกะโหลกมันเสียจริงๆ

 

"วันเกิดนายนั่นล่ะ มีหน้ามาถาม...."

เห็นเขาอ้าปากเหมือนจะเอออแล้วพยักหน้าเล็กน้อย  ก่อนจะก้มลงมองแหวนลูกอมที่เริ่มเสียรูปร่างไป เขายัดมันเข้าปากไปอีกรอบพลางยิ้ม เสียจนตาหยี

 

-fin-

 

 

@@@talk@@@
ไม่ใช่ฟิคสด แต่ ก็คล้ายๆ เพราะ ไม่มีพล็อต เขียนเลย... แต่เขียนไว้ก่อนหน้าวันนี้ มา อาทิตย์ นึง
เพราะ ณ ปัจจุบัน คนเขียนกำลังปั่นรายงานอย่างเมามันส์ เมื่อคืน นั่งทำรายงานไปยี่สิบชั่วโมง อ่ะ เอาเวลากินข้าว ออกไปซื้อของออก ก็ราว สิบห้าสิบหกชั่วโมง รวดดดด นอนไม่พอยังกระแดะออกไปแร่ดๆ ที่เซ็นทรัลอีกวันนี้ วิงเวียนเหลือเกิน แต่ปลาทอง ขอสู้เพื่อถังเบียร์นะคะ

 

และ แน่นอน....แฮปปี้ เบิร์ทเดย์นะ อิโนรัน... ปันี้ เท่าไรแล้ว ไม่รู้ ก็ ขอให้ งดงามเป็นเหมือนเซ็นเน็นกะ และ เบ่งบานในใจพวกเรา ต่อไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน นะคะ

edit @ 29 Sep 2008 01:01:45 by p.k.a

edit @ 29 Sep 2008 01:03:51 by p.k.a

[fic X JAPAN]Black Spider

posted on 20 Sep 2008 04:01 by pkagoldfish  in fanfic

FAN FICTION J- ROCK
Title: Black Spider

BAND: X JAPAN
PAIRING: ?x?
RATE: PG15
GENRE: .......not sure ...SHORTxSHORT ??

WARNING!!! : นี่เป็นแฟนฟิค เนื้อหา เป็นบอยเลิฟ ใครคิดว่า รับไม่ได้ ไม่อยากรับ ก็อย่าอ่าน!

NOTE: ฉลองการมาของโยชิกิ ด้วยการ เอา ฟิค เก่ามากมาหากินใหม่กันอีกระลอก....
เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องสมมติ คนแต่งไม่ได้ต้องการจะหลบหลู่ ดูหมิ่น ต่อความ ยิ่งใหญ่ ของบุคคลในเนื้อเรื่องแต่อย่างใด เรื่องที่แต่งขึ้นมานี้ เขียนขึ้นมาเมื่อ....อย่าให้นับเลย นานมาก เป็น ฟิค เอ๊กซ์ เรื่องแรก และ เรื่องเดียว ที่ เคยเขียน โดย ไม่มี ตัวละคร จากวงอื่นมาร่วมหอลงโรงด้วย... และ จนปัจจุบัน ก็ยังไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้ ออกมาอีกเลย.... ด้วยรัก to X JAPAN !!

____________________________________________________________________

  

          “ กี่ปีแล้วนะที่ฉันได้เจอกับนาย…. ”
         

ผู้พูดวางกีต้าร์ให้ตั้งพิงกับโซฟาที่อยู่ด้านหลังก่อนจะหันกลับมาหาคู่สนทนา แต่ก็พบกับเพียงสายตาที่จ้องมองมาเหมือนกับจะพิจารณาทุกส่วนประกอบของเขา …. เส้นผมยาวสยายที่หยิกเป็นลอน ดวงตารีเรียวและใบหน้าที่เรียบเฉยสไตล์การแต่งตัวที่มักจะเป็นเสื้อเชิ๊ตแขนยาวเนื้อบางที่ดูสบายๆ และกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆที่มักจะโชยออกมาแตะจมูกเสมอ


          “ คุณนี่..ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนะ…”


          “ ฉันจะถือว่านั่นเป็นคำชมก็แล้วกัน…”   เขาหัวเราะเบาๆ จะว่าไปมันก็คงใช่  เขาไม่ได้เป็นคนที่สนใจกับรูปลักษณ์ภายนอกอยู่แล้ว อยากจะแต่งยังไงก็แต่ง…มันก็เท่านั้นเอง

          “ ตอนนั้นนายก็…..ยังเป็นเด็กดีทีเดียวล่ะ “
          “ อ้าว….ผมก็เป็นเด็กดีมาตลอดไม่ใช่รึไง …” ชายหนุ่มยิ้มพลางยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่ม 

 

มือที่ตั้งใจจะเขียนเนื้อเพลงเมื่อครู่ก็หยุดมือลงหันมาให้ความสนใจกับหัวข้อสนทนาของอีกฝ่าย

          “ ใช่…นายเป็นเด็กดี…เป็นเด็กดีของคนในวงมาตลอดจนกระทั่งวันที่นายมาบอกว่า….”

          “ ตอนที่ผมเดินไปบอกคุณว่า ผมเป็นโฮโม….ผมชอบผู้ชายด้วยกัน  และผมก็ชอบคุณมาก….นี่ผมเป็นเด็กดีจนถึงตอนนั้นงั้นเหรอ….อย่าบอกนะว่าคุณไม่ชอบ …” ดวงตาสีดำปรายมองอีกฝ่าย

รอยยิ้มที่เหมือนกับมีชัยชนะอยู่ในมือนั้นทำให้เจ้าของเรือนผมยาวสยายนั่นต้องส่ายหน้า…..เพราะเขาได้แพ้ไปแล้ว

          “ ใช่ฉันชอบ….แต่มันทำให้ฉันลำบากใจน่ะ…….สำหรับตอนนั้น “

เป็นใครก็คงจะลำบากใจ ไม่ใช่เพียงแค่คนที่เข้ามาบอกรักตัวเองจะเป็นผู้ชายและเป็นเพื่อนร่วมงานเท่านั้น…การที่นิ้วนางซ้ายของตัวเองยังมีแหวนเงินวงนึ่งที่สวมแทนคำมั่นสัญญษระหว่างเขากับภรรยาอยู่นั้น มันยิ่งทำให้ยากที่จะตัดสินใจมากขึ้น….แต่…..การแต่งงานนั้นมันก็แค่ทำให้ผู้ใหญ่สบายใจก็เท่านั้น…เขาไม่เคยต้องการจะผูกมัดตัวเองกับใครอยู่แล้ว…

          “ ใช่…มันเป็นการยาก “ เขาพยักหน้าให้กับอีกฝ่ายเมื่อนึกถึงใบหน้าของ อดีตภรรยา…แววตาที่จ้องมองมามันเจ็บปวด…เจ็บปวดมากทีเดียว


          “ นั่นซิ่นะ ตอนนั้นภรรยาของคุณก็ยังอยู่ทั้งคน ….แต่คุณก็เลือกผม…..ทำไม “ ผู้ถูกถามนิ่ง ราวกับจะนึกหาคำตอบ มวนบุหรี่สีขาวที่ถูกคาบอยู่ระหว่างริมฝีปากยังคงไหม้ไปเรื่อยๆปล่อยให้ควันสีเทาหม่นลอยไปในอากาศ

          “ อืม….นั่นซิ่นะ…อาจจะเป็น…ตั้งแต่วันนั้นที่นายเดินเข้ามาหาฉันกับ Hide ที่ร้านเหล้านั่นก็ได้….ท่าทางที่ดูไม่ตื่นเต้นนั่น….กับผมสีดำยาวของนาย …นายอาจจะกุมหัวใจของฉันไว้ส่วนนึงตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้นะ …Heath ..”
          “ พูดเหมือนกับผมผิด…” ชายหนุ่มกระดกแก้ววิสกี้ปล่อยให้น้ำสีอำพันนั่นไหลผ่านคอลงไปอีกครั้ง ดวงตาสีดำสนิทเริ่มมองอีกฝ่ายอย่างเป็นประกาย….คงเป็นเพราะฤทธิ์เหล้า

          “ เสน่ห์ ของนายมันมากเกินไป….เสน่ห์สีดำ….เหมือนแมงมุมไม่มีผิด “
          “ อันตราย….แต่ก็น่าพิศวง อย่างนั้นเหรอ…เข้าใจหาคำมาบรรยายนะ…Pata “
          “ ใช่….” มือกีต้าร์ยิ้ม พลางขยับตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่าย  มือแกร่งสัมผัสไล้ที่ใบหน้ามนได้สัดส่วนของอีกฝ่ายอย่างยั่วเย้า

           “…. เส้นใยที่นายทักทอคอยดักรอให้แมลงอย่างฉันเข้าไปติดกับมันได้ผลดีจัง …” 
          “ คุณเข้ามาติดเองนี่นา…” Heath หัวเราะออกมาเบาๆ   “ … แมงมุมก็มีหน้าที่แค่รอคอยเท่านั้น… การจะมีอาหารตกถึงท้องบางทีก็เหมือนฝัน…ถ้าไม่มีแมลงตัวไหนบินผ่านมา ทุกอย่าง…ก็คงจะไม่เกิด “
          “ แล้ว…สรุปมันเป็นเพราะฉันเองรึไงที่ห้ามใจตัวเองไม่ไหว….” เสียงทุ้มต่ำของ Pata กระซิบแผ่วผ่านที่ข้างหู


          “ ไม่ใช่..” 
           “ แล้วมันเพราะอะไรล่ะ…” มือกีต้าร์ต้องขยับออกมาเล็กน้อยเพื่อที่จะมองหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างถนัดถนี่  ชายหนุ่มผมดำเอื้อมมือไปฉวยบุหรี่ออกมาจากมือของอีกฝ่ายก่อนจะสูดควันสีเทาเข้าปอดไปเสียเฮือกใหญ่ ก่อนจะพ่นควันออกมา…รูปร่างของควันที่ลอยกระจายไปบนอากาศนั้นราวกับเส้นใยสีเทาหม่นที่ไร้น้ำหนัก 
ลอยเคว้งไปมาจนกระทั่งจางหายไป…

          “ มันเป็นการ….ยินยอมพร้อมใจ….คุณ…แมลงตัวนี้ ดึงดูด ผม…แมงมุม….เอาไว้ด้วยสีสันของชีวิตแบบ Rock N Roll ของคุณ แมงมุมเองก็ยินยอมที่จะรับเหยื่อในขณะเดียวกับ เหยื่อเองก็ยินดีที่จะเข้ามาสู่กับดัก ทั้งๆที่มีเส้นทางการบินให้ไปมากกว่านี้แท้ๆ แต่กลับเลือกที่จะ…ไม่ไป “ 

 

            Heath จ้องมองลึกเข้าไปยังดวงตาของอีกฝ่าย … Pata  ไม่ใช่คนที่จะแสดงความรู้สึกอะไรออกมาง่ายๆอยู่แล้ว ความจริงอาจจะเป็นเพราะเขาไม่ค่อยสนใจ แต่วันนี้ เขาถึงรู้สีกได้ว่าหน้าของตัวเองนั้นมันแดงก่ำขึ้นมานะ….เขาไม่ใช่พวกคออ่อนอยู่แล้วนี่นา….

          “ อ่ะ…นั่นซิ่นะ….แต่…นายก็คงจะไม่ใช่ Pink Spider ที่กินเหยื่อแล้วก็มองขึ้นไปบนฟ้าแล้วบอกว่า …ฉันอยากจะไป…แบบนั้นหรอกนะ “ ในน้ำเสียงและคำถามของ Pata แสดงถึงความไม่มั่นใจ…เขารู้ตัวเองดีว่าหลวมตัวหลงรักบุคคลตรงหน้าไปแล้วหมดหัวใจ  … และถึงแม้ว่าเขากับ Heath จะมีเวลาอยู่ด้วยกันมากกว่า หลายๆคู่ในวงการ  แต่มันก็อดที่หวั่นใจไม่ได้ในเมื่ออีกฝ่ายนั้น…มีเสน่ห์มากขนาดนี้

          “ ตรงกันข้ามนะ….” เสียงนุ่มของอีกฝ่ายทำให้  เจ้าของเรือนผมยาวสยายต้องหันกลับไปมอง 
         “ ผมกลับเป็นแมงมุมสีดำที่เมื่อกินเหยื่อแล้วก็จะตายจากไป ….”
          “ ตาย…งั้นรึ? “
          “ อย่างน้อย ถ้าได้หลอมหลวมกันแล้ว ไม่ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไงก็ไม่สน ” มือเรียวของ Heath ยื่นไปกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้ ดวงตาสีดำที่จ้องมองมานั้นบอกให้อีกฝ่ายรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ ตั้งแต่ตอนแรกที่พบกัน … มันก็จะไม่มีทางเปลี่ยนไป


          “ แม้ความตายน่ะเหรอ…”

          “ ใช่…ถ้าได้รู้ว่าคุณเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว…ให้ตายก็ยอม “ คำพูดที่มั่นใจนั้นไม่ต่างอะไรกับตอนที่ Heath  เดินเข้ามาอย่างสง่าในร้านเหล้านั่นแม้แต่น้อย…และมันทำให้มือกีต้าร์ต้องหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้

          “ ฮ่ะๆ….ช่างเป็น Black Spider ที่ยึดมั่นดีจังนะ “
          “ ก็คงงั้น….” Heath ยิ้มพลางยกแก้วเหล้าขึ้นชนกับแก้วของอีกฝ่ายราวกับจะฉลอง…  น้ำแข็งในแก้วขยับไปมาในของเหลวสีอัมพัน…ประกายของมันเมื่อสะท้อนกับแสงไฟภายในห้องนั้นดูแปลกตา…. เช่นเดียวกับแววตาของชายหนุ่มผมดำในตอนนี้ ….

          ห้องทั้งห้องที่ตอนแรกยังมีเสียงกีต้าร์และเสียงฮัมเพลงเบาๆคลอไปพร้อมๆกันนั้น….ในตอนนี้ถูกความเงียบเข้าปกคลุมเสียงจนเงียบกริบ  มีเพียงแต่ร่างสองร่างที่ขยับเข้าหากันเสียจนจะชิด  …นิ้วเรียวของมือเบสแตะเบาๆที่ท่อนแขนของอีกฝ่าย เหมือนกับจะเป็นสัญญาณให้มือกีต้าร์หันหน้ามาสบตากับเขา ….ดวงตาสีดำสนิทไล้โลมอีกฝ่ายอย่างยั่วยุ เช่นเดียวกับ    มือเรียวที่เอื้อมเข้าไปสัมผัสที่แผงอกใต้เสื้อเชิ๊ตที่เปิดอ้าออก…..
         

         “ แล้ว…. “ เสียงของมือกีต้าร์ในตอนนี้แหบพร่า ดวงตารีจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากบางที่เผยอขึ้นเล็กน้อยของคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างหลงใหล…


          “ แล้ว….. “ 

Heath ใช้จังหวะที่อีกฝ่ายกำลังเผลอ กดตัวของอีกฝ่ายให้เอนราบหลังกับแผ่นหลังตามความต้องการของตนเอง ริมฝีปากบางเมื่อครู่แนบลงกับผิวเนื้อตรงหน้าอกของอีกฝ่ายเบาๆ อย่างยั่วเย้า ไม่เพียงแค่สายตาที่โลมไล้ ตอนนี้  ร่างทั้งร่างของมือเบสกำลังจะทำให้อีกฝ่ายคลั่ง

 

          “ ….มารวมเป็หนึ่งเดียวกันเถอะ…. “

 

 

          - fin –

 

[LS fic] The stories of the three tragedians II: A tale from the dark

posted on 27 Jul 2008 13:48 by pkagoldfish  in fanfic

เสียงเครื่องปรับอากาศดังอยู่ท่ามกลางความมืดที่ด้านหลังของผม ความเย็นเยียบแผ่นซ่านไปทั่วร่างกายอาจะเป็นเพราะอุณหภูมิจากพื้นผิวเรียบเย็นของเตียงโลหะที่ผมใช้เป็นที่พักพิงนี่ก็เป็นได้ ทั้งห้องไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดที่จะส่งเสียงได้ นอกจากนาฬิกา หน้าปัดกลมสีขาวซีดไร้ชีวิตชีวา บอกเวลา 4 นาฬิกา กับอีก 7 นาที ผมถอดถอนหายใจที่ไม่มีเสียง ผมรู้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะต้องก้าวเข้าไปสู่แสงสว่างที่อยู่ด้านหลังนั่นเสียที แต่ผมยังทำไม่ได้ ผมยังไปไม่ได้ เพราะความจริงมันยังไม่ถูกเปิดเผย อย่างน้อยก็ยังไม่เสียทั้งหมด

และมันอัดอยู่ในอก เจ็บอยู่ในหัว ผมอยากจะระบายความอัดอั้นตันใจนี่ออกไปให้หมดเสียที แต่ผมก็ทำไม่ได้ ผมยังรู้สึกเจ็บปวด และคงทำได้แค่รอให้ความรวดร้าวที่ฝังอยู่นี้มันถูกเอาออกไปเสียที

ใช่...ผมใช้คำว่าถูก เพราะทำเอามันออกไปเองไม่ได้
ผมทำไม่ได้แม้แต่จะกลับบ้าน
และการขอความช่วยเหลือ...เสียงของผมส่งไปไม่ถึงอีกแล้ว...

 

.................................

 

 

ตึกสูงตั้งตระหง่านใจกลางเมือง แม้ไม่ได้อยู่ในย่านการค้า หรือ ธุรกิจ แต่กลับ มีผู้คนเดินเข้าออกกันขวักไขว่ บ้างก็เดินมาเพียงลำพัง บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม บางคนมีสีหน้าเคร่งเครียด แต่บางคนก็ เดินหัวเราะร่วนมากับเพื่อน และเกือบจะทุกคนอยู่ในชุดฟอร์มสีกรมท่าเข้ม บนบ่าประดับดาวบอกยศตำแหน่ง ศีรษะสวมหมวกประดับตาดูภูมิฐาน


"โทษทีนะ ขอทางหน่อยๆ!" เสียงตะโกนดังขึ้นจากทางบันไดหน้า ชายสูงวัยร่างสูง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ตรงข้างอกมีกระบอกปืน ประจำกายแขวนติดแน่น อยู่เหมือนเช่นทุกๆวันที่ปฏิบัติหน้าที่ ท่าทางรีบร้อนของเขา ที่วิ่งไปพลาง พยายามใส่เสื้อสูทไปพลาง เรียกรอยยิ้มได้จาก เจ้าหน้าที่หลายคนที่เดินเข้าตึกมาเพื่อปฏิบัติงาน


 "นั่นใช้ สารวัตร จาก สน.56 หรือเปล่า" เสียง นายตำรวจ คนหนึ่งที่เดิน ตามหลัง คนที่วิ่งกระหืดกระหอบมาเดินตรงเข้าไปถาม นายตำรวจหญิงฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่นั่งอยู่ ตรงโต๊ะในห้องโถงที่ชั้นล่างของตึก หญิงสาวเหลียวไปมองเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
 "สงสัยคงจะมา ธุระกับฝ่ายพิสูจน์หลักฐานน่ะค่ะ"

 

"อ้อ...นั่นซิ่นะ เจอผู้เคราะห์ร้ายเมื่อวันก่อนนี่นา... หากันตั้งสองอาทิตย์กว่าจะเจอ... นี่เป็นเพราะผู้ต้องสงสัยเล่าเรื่องออกมาเองหรอกนะ ถึงหาเจอ..." นายตำรวจคนนั้นว่าพลางส่ายหน้า เพราะคดีที่มีนาย อิโนะอุเอะ คิโยโนบุ เป็นผู้ต้องสงสัยนี้ ดูจะแปลกมากเสียเหลือเกิน เมื่อ ผู้ต้องสงสัย ไม่มีทีท่าว่าจะหนี ในตอนที่ถูกจับ ซ้ำยัง ทำหน้าราวกับ พึงพอใจมากเสียด้วย ชายหนุ่มละสายตาไปยังร่างสูงของชายสูงวัยที่หายเข้าไปในลิฟท์ขึ้นไปยังขั้นบน ก่อนจะถอนหายใจออกมา


 

" เห็นว่าจะขอออกจากราชการก่อน...นี่สงสัยคงต้องยืดแผนไปหน่อยล่ะมั้ง"

 

 

...........................

 

 

เสียงรองเท้าหนัง สึกไปตามกาลเวลา กระทบกับพื้นปูกระเบื้องพลาสสติก สีเขียวขาวซีดดูเซียว ไร้ชีวิตชีวา เช่นเดียวกับ อากาศรอบด้านนั้น ดังสะท้อนไปทั่วโถงทางเดินที่ไร้ผู้คน  กองพิสูจน์หลักฐานนั้นทำงานโดยแยกเป็นห้องแล็ป เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างปฏิบัติงานกันอย่างเคร่งเครียด อยู่ด้านหลังบานกระจกของห้องแล็ปมิได้สนใจว่าใครจะเดินผ่านไปมา  สารวัตรร่างสูง ก้าวเท้ายาวๆอย่างรีบเร่ง เดินเลี้ยวไปยัง ห้อง เก็บศพซึ่งอยู่ลึกเข้าไปด้านในของตัวอาคารที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต

 

บานประตูเหล็กเย็นเฉียบ ที่มี ช่องหน้าต่างทรงกลม อยู่คนละข้างของบานประตูถูกผลักให้เปิดออก กลิ่นสารเคมีฟุ้งตลบ เช่นเดียวกับกลิ่น ของดินและ ที่เลวร้ายที่สุดก็คงจะเป็น กลิ่นจากศพ ที่ถึงแม้จะถูกกลบด้วย กลิ่นสารเคมี ที่ใช้ในการฆ่าเชื้อบ้าง แต่ก็ยัง หลงเหลือให้พอได้คลื่นเหียนบ้าง


 

"เราได้อะไรบ้าง " สารวัตรผมสีดอกเลา รีบ เดินไปหยิบหน้ากากผ้ามาคาดจมูกทันที พร้อมทั้งสวมถุงมือยางเรียบร้อยก่อนจะเดินมาชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสันทัด ที่อยู่ในชุดเครื่องแต่งกายคล้ายแพทย์ ผ้ากันเปื้อนทำจากหนังสีดำทำให้มองไม่ค่อยเห็นนักว่ามีรอยเปื้อนอะไรเปรออยู่

 

"ไม่คิดว่า สารวัตรจะมาเอง... ผมมีอะไรดีๆให้ดูเยอะเลยครับ"ใบหน้าที่มีเคราขึ้นรกครึ้มนั้นฉีกยิ้มกว้างทั้งๆที่ หน้ากากพลาสติกที่ดึงมาปิดใบหน้านั้นเอาไว้ยังงมีของเหลวคล้ายน้ำเหลืองติดอยู่เล็กน้อย


"ไม่ต้องมายิ้มเลย ยามาดะ...คุณก็รู้ว่า ผมไม่ชอบมุกตลกในที่ทำงาน"

 

ทั้งสองคนยืนอยู่ใต้แสงไฟสว่างจ้าของโคมไฟที่ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่อยู่ในห้องผ่าตัด ยามาดะลากเอารถเข็นที่ใส่อุปกรณ์สำหรับชัณสูตรเข้ามาใกล้ มือหนึ่งหยิบคีมขึ้นมาจากถาด ในขณะที่ปลายเท้า ก็ขยับเขย่งปรับแสงไฟให้ฉายลงมาถูกองศา

 

"เราได้อะไรคืบหน้าบ้างไหม..." สารวัตรถามเสียงอู้อี้จากใต้หน้ากาก เขามองดูร่างไร้วิญญาณที่แน่นิ่งอยู่บนเตียงชันสูตรด้วยสายตาเรียบเฉย ความตายไม่ได้ทำให้เขากลัวเช่นเดียวกับเลือดหรือน้ำเหลือง แต่มันเป็น ความมาดร้ายที่ถาโถมเข้าใส่กันจนก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบนี้มากกว่าที่ทำให้จิตใจของเขาร้อนรุ่ม อยากจะช่วยหาความจริง และ ความยุติธรรมให้กับร่างที่ไร้วิญญาณนี้

 

"ตรงตามคำให้การของผู้ต้องหา...เขายิงผู้ชายคนนี้ ที่กลางหน้าผาก...ศพสภาพยังนับได้ว่าดี จากภาพถ่ายที่หน่วยพิสูจน์หลักฐานได้มา  เขาถูกห่อไว้อย่างดี...นั่นช่วยเราได้มากเลยที่จะเก็บรายละเอียด..."ชายร่างท้วมกล่าว ก่อนจะเขย่งตัวขยับไฟเหนือหัวให้ส่องลงบนใบหน้าของศพที่แม้จะเน่าเปื่อยผิวหนังเริ่มหลุดรุ่ย บางส่วนกำลังจะแห้ง แต่ก็ยังพอหลงเหลือให้ได้เก็บรายระเอียด  "ดูจากผิวหนังรอบบริเวณปากแผล เขาคงจะกดปากกระบอกปืนลงไปแบบนี้...ประหารกันเลยะล่ะ..."  ยามาดะว่าพลางทำท่าตาม

สารวัตรร่างสูงทำเสียงในลำคอ ทั้งแสดงความเข้าใจ และคับแค้นใจแทนชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงโลหะเย็นเฉียบ

"ต้องมาตายแบบนี้ ไม่ได้ทำพิธีตามศาสนา วิญญาณของเด็กนี่คงจะเป็นสุขนักหรอก...เท่าที่รู้ก็มีแค่ใบสั่งสองสามใบ ไม่ได้ทำอะไรเลวร้าย จนขนาดจะต้องฆ่าต้องแกงกันเลยให้ตาย" ชายสูงวัยกล่าว ก่อนจะเปิดแฟ้มประวัติของผู้ตายขึ้นดู ในนั้นมีรูปทำประวัติอยู่หนึ่งใบ

 

สึกิฮาระ ยู

เลขทะเบียน 12848799

 

คดีที่ก่อคือการเมาแล้วขับ ได้นอนห้องขังหนึ่งคืน ภาพของใบหน้าได้รูปล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีแดงนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกินกับ ศพที่เรียกได้ว่ากำลังจะกลายเป็นโครงกระดูกที่อยู่บนโต้ะชันสูตร แม้จะเหลือผิวหนังอยู่เพียงน้อยนิด แต่เส้นผมสีแดงแห้งกระด้างก็ยังหลงเหลือให้เห็น สันกรามของกะโหลกนั้นยังพอบ่งบอกได้ถึงความงามที่เคยมี ภายใต้โพรงลึกทั้งสองข้างนั้นเคยเป็นที่อยู่ของดวงตาสีน้ำตาลเข้มเป็นประกาย มองตรงมาที่กล้องราวกับจะท้าทาย เช่นเดียวกับปลายจมูกโด่งเชิด และริมฝีปากที่หยักยิ้มราวกับจะยั่วเย้าให้เกิดทั้งโทสะ...และ ตัณหา

 

...........................................

 

 

ใช่ เพราะฉะนั้นก็หามาซิ่ ความจริง...บอกผม ว่าผมทำอะไรผิด

 

 

................................................

 

 

เสียงประตูเหล็กเลื่อนเปิดหลังได้ยินสัญญาณ สารวัตรร่างสูง เดินเข้าไปตามทางตรงที่ด้านซ้ายเป็นลูกกรงเหล็กเรียงยาวกันไปตามทาง ในขณะที่อีกด้านเป็น รั้วกั้น เปิดให้เห็นช่องตรงกลางระหว่างตัวตึก มองไปอีกด้านก็เป็นวิวทิวทัศน์ที่ไม่ต่างกันเท่าไรนัก ของลูกกรงและชายฉกรรจ์ ต่างช่วงอายุต่างวัย สายตาที่มองตรงมานั้น บ้างเกลียดชัง บ้างเว้าวอน แต่มีไม่น้อยที่สถานที่จองจำนี้จะดูดกลืนประกายแห่งชีวิตไปจากดวงตาเหล่านั้น

 

"หมายเลข 186447 อิโนะอุเอะ..." ผู้คุมเรียกชื่อของชายหนุ่มที่อยู่ในห้องขังเดี่ยว

"........................................" เจ้าของชื่อไม่ได้ขานรับเสียงเรียก ร่างเพรียวนั่งชันเข่าเอาหลังพิงผนังที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยขีดเขียนจากคนหลายต่อหลายรุ่น แสะสว่างเพียงเล็กน้อยที่สาดส่องเข้ามาจากท้องฟ้าที่กำลังมือครึ้มไปด้วยเมฆฝนนั้นทำให้มองเห็นใบหน้าโต้เส้นผมสีน้ำตาลที่ตกลงมาปรกหน้านั่นได้ไม่ชัดเท่าไรนัก

"อิโนะอุเอะ...ลุกขึ้น" เสียงผู้คุมเอ่ยเสียงเข้มพร้อมกับใช้กระบองกระแทกเข้ากับลูกกรงจนเกิดเสียงดัง แต่ร่างที่นั่งอยู่ก็หาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ ใบหน้านั้นขยับเล็กน้อย ประกายในดวงตาดูเลือนราง ไร้จุดหมาย ล่องลอยจนคาดเดาไม่ถูกว่า อีกฝ่ายจะกำลังคิดอะไรอยู่หรือเปล่า

"ไม่เป็นไรหรอกผู้คุม...ปล่อยเขา" ผู้มาเยี่ยมเยือนเอ่ย พลางยกมือเป็นเชิงว่าขอเวลาให้เขาได้อยู่กับนักโทษหนุ่มคนนี้ตามลำพัง ผู้คุมพยักหน้ารับก่อนจะถอยออกห่าง

"เอาล่ะ...มาพูดเรื่องของเรากัน" ชายสูงวัยพูดพลางดึงขากางเกงสแล็คสีดำขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงให้ระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับอีกฝ่าย "เราเจอเขาแล้ว"

"หึๆ...ช้ากว่าที่คิดนะ แค่เรื่องไฟไหม้อะไรนั่นก็น่าจะบอกตำแหน่งได้แล้ว...องค์กรของคุณไร้ประสิทธิภาพกว่าที่ผมคิดเอาไว้เสียอีกนะ"

"เรากระทำการทุกอย่างอย่างรอบคอบ และ ละเอียดถี่ถ้วน... "

"แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ เขาคงไม่เน่าจนเกินไปหรอกนะ...อืม คิดอีกที มันก็คงจะเหมาะแล้วล่ะกับคนแบบนั้น...สำส่อน เหม็นเน่าฉาวโฉ่...ตายไปเสียก็ควรจะตายไปแบบเน่าๆนั่นล่ะ ดีที่สุดแล้ว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆจากลำคอของคนที่อยู่ภายหลังลูกกรง ดวงตาสีน้ำตาลนั้นเหม่อมองไปยังด้านหลังของสารวัตรสูงวัย จ้องเขม็ง จนเขาต้องเหลียวกลับไปมอง แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า

"เหม็นเน่า...ได้ยินใช่ไหม...ว่าเหม็นเน่า ฮ่ะๆ"

ท่าทางของอิโนะอุเอะทำให้สารวัตรอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ตอนนี้ พบศพของเหยื่อแล้ว หลักฐานทุกอย่างก็มีพร้อมจะมัดตัวและสั่งขังเขาได้มากกว่าแค่การฝากขังแบบนี้ แต่กระนั้นแล้ว สภาพจิตใจและคำพูด ของผู้ต้องหาคนนี้ อาจเป็นส่วนสนับสนุนข้ออ้างได้อย่างดีว่า "วิกลจริต"  แน่นอนการกระทำที่โหดเหี้ยมแบบนี้ จะมีคนที่สติดีๆที่ไหนทำลงไปได้ ต่อให้ว่าด้วยเรื่องของโทสะชั่ววูบก็ตามที ทั้งหมดเป็นการวางแผนมาอย่างดีแล้ว

"ทำไมนายไม่บอกมาเสียว่าที่ทำลงไปทั้งหมดนั้นเพื่ออะไร... "  แม้ว่าจุดเชื่อมโยง ระหว่างอิโนะอุเอะ กับ สึกิฮาระนั้นจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อาจทำไปเพราะความหึงหวง เนื่องจากตัวของ สึกิฮาระเองก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนเจ้าชู้ แต่ที่น่าสงสัยมากกว่า คือ พยาน...ที่ยังเหลืออยู่อีกคนนั่นต่างหาก

"อยากรู้?...ก็ไปถามซิ่...ถามพยาน...ผมรู้นะว่าเขายังอยู่...ถามซิ่ ถามไปเลย....ถ้าคิดว่าถามแล้วเขาจะพูดน่ะ ฮ่ะๆๆ"    เสียงหัวเราะร่วนราวกับสาแก่ใจเสียนักหนา หากคุยต่อคงไม่เป็นผล สารวัตรสูงวัยได้แต่ถอนหายใจ เขาจะทำอย่างไรดี กับคดี ที่มีแต่ปริศนานี้ ...จุดเริ่มต้นของความชั่วร้ายทั้งมวลมันอยู่ที่ไหนกันแน่...

 

.....................................

 

สำส่อน? เหม็นเน่า? ฉาวโฉ่ ...นี่เขาคิดกับผมแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ... มันอาจจะจริงที่ผมมากรัก...แต่ผมก็เป็นคน"พบ" เขาแท้ๆ...บุญคุณหรืออะไรนั่นมันคงไม่เคยมีซิ่นะ...เรื่องความรักอะไรนั่น ก็คงไม่ต้องพูดถึง...ผมไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนั้นกับใครอยู่แล้ว...หรือเปล่านะ...ความทรงจำนั้นดูเลือนรางเหลือเกิน... สมองที่แตกกระจายไปคงจะทำให้ผมจำอะไรไม่ค่อยเด่นชัดนัก... แต่ผมจะเล่าให้ฟัง เท่าที่ผมจำได้ก็แล้วกัน ....

 

to be continued...

edit @ 3 Aug 2008 01:39:44 by p.k.a