- 5 -

    “เดี๋ยวถึงวันจริง ค่อยเล่นจริง” เป็นคำพูดที่ใช้เป็นข้ออ้าง เคนเองก็เหมือนจะหงุดหงิด อันที่จริงเขาก็รู้สึกผิด แต่จูนที่ทำตัวแบบนี้มันน่าหงุดหงิดเสียยิ่งกว่า
 


              ....อะไรจะโกรธจริงขนาดนี้วะ.... 

 

          ถึงอยากจะเอ่ยปากบอกคำว่า ขอโทษ เพราะการกลั่นแกล้งแบบเด็กๆของตัวเอง แต่จูนก็ไม่เปิดจังหวะให้เขาได้เอ่ยปากพูดจนกระทั่งซ้อมเสร็จ ทุกคนเก็บของเรียบร้อย เตรียมตัวเดินทางกลับ เคนรีบเดินตรงเข้าไปหาจูนที่กำลังจะปิดห้องชมรมทันที 
 

          “เฮ้ย จูน กลับด้วยกันป่ะ”  ว่าพลางก็ยื่นหมวกกันน็อคสีชมพูหวานคิตตี้ให้กับอีกฝ่าย แต่จูนกลับหันมามองหน้าของเขาสลับกับหมวกกันน็อคสีหวานนิ่ง 
    
 
 
        “ไม่ล่ะครับ วันนี้ผมจะกลับพร้อมพี่ยุทธ์” เด็กหนุ่มตอบกลับ สีหน้าเรียบเฉยจนน่าหงุดหงิด 
    
 
        “บ้านไอ้ยุทธ์มันอยู่คนละทิศกับหอแกนะ....” 
    
 
       “ผมรู้แต่วันนี้ว่าจะไปนอนบ้านพี่ยุทธ์...พี่ไม่ต้องไปส่งผมก็ได้ ...ผม...กลับล่ะ” จูนพูดพลางเดินเบี่ยงตัวจะหลบในเมื่ออีกฝ่ายมายืนจังก้าขวางทางกันแบบนี้ 
    
 
      “เฮ้ย จูน เดี๋ยวดิ่...”มือแกร่งคว้าแขนของอีกฝ่ายเอาไว้แต่เด็กหนุ่มกลับสะบัดแขนออกทันที 
    
 
      “.................”   ดวงตาที่ใส่คอนแทคเลนส์สีน้ำเงินนั้นมองกลับมาด้วยความตกใจ เคนเห็นแบบนั้นทำให้ต้องรีบปล่อยมือออกก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นทันที 
    
 
      “ไม่ได้จะทำอะไรนะเว้ย....ก็แค่อยากคุยด้วย”  จูนมองหน้าของอีกฝ่ายอย่างพิจารณา ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย 
    
 
      “....ผมต้องรีบไปแล้ว พี่ยุทธ์รออยู่” เด็กหนุ่มหลบสายตาก่อนจะเบี่ยงตัวเดินหลบไปอีกทาง ทิ้งให้เคนยืนมองตามหลัง ร่างสูงถอนหายใจออกมาเบาๆ ยกมือเกาหัวแกรก...

 
             ....แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้.... 
 

    .....................................................................


   
            ทั้งที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็จะถึงวันที่จะต้องแสดงด้วยกัน แถมนักแสดงคู่กลับไม่ให้ความร่วมมือกับการต่อบทแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เคนหงุดหงิดได้มากเท่ากับการที่เขารู้สึกว่าต้องขอโทษทั้งที่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้คุย ทั้งๆที่เขาก็รอจะคุยที่ชมรมเมื่อวานก็แล้ว จูนยังคงเกาะหนึบอยู่กับยุทธ์จนน่าหมั่นไส้    
 
           “เดี๋ยวผมจะไปเตะบอลกับพี่ยุทธ์” 

        เคนทำเสียงล้อเลียนพลางเบะปากเมื่อนึกถึงคำพูดของจูนเมื่อวาน คนที่เล่นกีฬาจริงๆจังๆในกลุ่มก็มีแค่เขากับยุทธ์ คนอย่างจูนอย่างมากก็ออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆ ไม่เคยเห็นจะไปเตะบอลเป็นจริงเป็นจังกับใครเขาสักที บ่อยครั้งที่เห็นนั่งอ่านหนังสือฟังเพลงรอระหว่างที่พวกเขาเตะบอลอยู่ที่ข้างสนามเท่านั้น  มือแกร่งขยับนิ้วเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นลงชั่งใจว่าควรจะกดโทรออกดีหรือไม่

           “จะโทรไปรึ.....มันก็ไม่ใช่เรื่องจะพูดกันได้ง่ายๆ....” แต่สุดท้ายแล้วก็โยนโทรศัพท์มือถือไปอีกทาง “ช่างแม่งวะ....จะให้ไปตามง้อตลอดก็ไม่ใช่...”  เคนว่าพลางยืดแขนขาบิดขี้เกียจล้มตัวลงนอนไปทั้งๆแบบนั้น 



................................................


            และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง เคนตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวตุบๆ ดูเหมือนว่าคืนนี้จะมีหลายเรื่องให้เขาเผชิญ ไหนจะการแสดง ไหนจะนักแสดงร่วม ไหนจะเตรียมตัวก่อนแสดง....และแล้วก็นึกขึ้นมาได้ทันทีที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู มีข้อความเข้าปรากฏหลาอยู่ที่หน้าจอ

               “วันนี้จะไปดูพี่เคนแสดงนะ” 


             เป็นข้อความจากนิดที่ถูกส่งเข้ามือถือ ยิ่งทำให้รู้สึกกดดันมากขึ้นไปอีก.... 

       
          “วันนี้จะมีอะไรได้ดั่งใจสักเรื่องไหมเนี่ย” 


             ตลาดเปิดท้ายขายของของที่มหาวิทยาลัย เป็นตลาดนัดเปิดท้ายขายของขนาดใหญ่ที่จะจัดทุกสิ้นเดือน มีของขายมากมายหลายประเภทจนเรียกได้ว่าตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ แค่ใช้เวลาเดินไปจากหัวตลาดไปท้ายตลาดต่อให้ไม่ได้แวะดูของอะไรก็ยังต้องเดินเกือบครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องพูดถึงเลยหากจะแวะดูแวะลองแวะซื้อของอีกก็คงจะใช้เวลานานกว่านั้นอยู่ไม่น้อย และเพราะจำนวนนักศึกษา ทั้งประชาชนทั่วไปที่จะมาเดินจำจ่ายซื้อของกันตลาดเปิดท้ายขายของนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากสถานที่ชั้นเยี่ยมในการประชาสัมพันธ์สินค้า การแสดงต่างๆของแต่ละชมรม สาขา คณะ และของมหาวิทยาลัยเอง ในแต่ละเดือนจะมีการเปิดการแสดงบนเวทีแทบจะเรียกได้ว่าทุกรูปแบบ ทั้งการแสดงพื้นบ้าน วงดนตรีหลากหลายแนว ทั้งจากในและนอกมหาวิทยาลัยที่เรียกความสนใจให้ผู้คนเข้ามาชมได้อย่างต่อเนื่อง
       
          บทบาทที่กลุ่มของโชติ ยุทธ์  จูน และเคนจะแสดงให้กับชมรมดนตรีนั้นเป็นการแสดงที่มีคนตามดูอยู่ไม่น้อย พวกเขามักจะมีบทละครสั้นๆที่ต่อเนื่องกับเนื้อหาและชื่อของเพลงมาแสดงให้ผู้ชมได้ดูกันคั่นเวลาในแต่ละเพลง จุดดึงดูดของกลุ่มก็คงเป็นนักแสดงทั้งสี่คนที่เป็นชายล้วนหน้าตาดีกับการแสดงแบบโอเวอร์แอคติ้งสุดกู่ ในเนื้อเรื่องเป็นแนวหวานใสโรแมนติดปนดราม่าเล็กน้อยตามสไตล์ของโชติ และอาจจะเป็นเพราะสมาชิกทุกคนเป็นชายล้วนนี่เองที่ทำให้ต้องอธิบายแนวทางการแสดงของพวกเขาอยู่เสมอ....

    
 
    
            “เพราะในกลุ่มไม่มีผู้หญิง พวกเราเลยจำเป็นต้องแสดงเป็นผู้ชายที่รักกับผู้ชาย หรือ แต่งหญิงกันบ้างในบางครั้ง ไม่ได้มีเจตนาล้อเลียนคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด และพวกเราก็ยังยืนยันว่าเราไม่ได้มีรสนิยมรักษ์ไม้ป่าเดียวกันนะครับสาวๆ.....สนใจเบอร์ของยุทธ์ติดต่อได้ที่เบอร์.....”
 
          แต่ก็เป็นทุกครั้งที่ยุทธ์ออกไปเตรียมจะแจกเบอร์ก็จะเจอโชติ หรือ จูนเข้าไปกระโดดแย่งไมค์ไปพูดต่อเสียทุกที....แต่ถึงกระนั้นแล้วก็มีคนเข้าใจผิดและต่อว่ากลุ่มของพวกเขาอยู่เรื่อยๆ ทำให้ก่อนขึ้นแสดงแต่ละครั้ง กลุ่มผู้ชายสี่คนจะนั่งเครียดกันอยู่ที่หลังเวที หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแสดงของพวกเขาจะทำให้คนดูหลายคนยิ้มได้บ้างไม่มากก็น้อย...
 

            “จูน...เดี๋ยวฉันเซ็ทผมเองก็ได้ แกไปช่วยไอ้เคนมันลงแป้งไป เงอะงะงุ่นง่านอยู่โน่นเดี๋ยวก็ไม่ทันกินกันพอดี” ยุทธ์บุ้ยปากไปทางเคนที่กำลังนั่งค่อยๆบีบแป้งงิ้ววออกจากหลอด ถึงจะให้ทางร้านที่ชายช่วยสอนช่วยซ้อมทามาก่อนหน้านี้แล้วแต่ก็ยังเกร็งๆอยู่ดี จูนเบ้ปากเมื่อหันไปมองเห็นท่าทางเงอะงะของรุ่นพี่ร่างใหญ่ เขายังไม่มีอารมณ์อยากจะเสวนาอะไรกับบุคคลที่เพิ่งจะถูกเอ่ยถึงนัก 
    
        “แต่ผมอยากช่วยพี่ยุทธ์แต่งหน้านี่นา .... ผมเขียนอายไลน์เนอร์ให้พี่นะ ตาพี่สวยดี ....”จูนพูดออกไปตรงๆ เขาไม่เคยปกปิดกับความชื่นชอบ “คนหน้าตาดี” ของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งกับยุทธ์คงเป็น “คนหน้าตาดี”ไม่กี่คนที่เขามองหน้า เข้าใกล้ และพูดคุยด้วยได้โดยที่ไม่เคอะเขินเท่าไร
    
 
       “เออ...แกนี่ก็แปลก ทีอยู่กับฉันไม่เห็นเขินอายม้วนต้วนแบบตอนอยู่ใกล้เจ้าเคนวะ... เนี่ย... หน้าน่ะไม่ต้องใกล้มากก็ได้ จะจูบปากกันอยู่แล้ว” ไม่พูดเปล่ายุทธ์ใช้ปลายนิ้วจิ้มหน้าผากของจูนดันไปจนหน้าแทบหงาย แต่น่าแปลกที่จูนไม่ได้แสดงท่าทีโกรธไม่พอใจ เด็กหนุ่มยิ้ม
 
           “ถ้ากับพี่ยุทธ์ผมไม่ถือก็ได้นะ....” เด็กหนุ่มว่าฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายกำลังอึ้งกับคำพูดของตัวเองขโมยหอมแก้มอีกฝ่ายเบาๆแล้วถอยออกมา “เห็นไหม” จูนถามพลางยิ้มเสียจนตาหยี ยุทธ์หัวเราะเบาๆในลำคอจะเบือนหน้าหนีก็ไม่ได้เพราะจูนเองก็ยังจับหน้าเขาเอาไว้นิ่งๆเนื่องจากกำลังเขียนอายไลน์เนอร์ให้อยู่ 
    
          “เด็กเปรต เดี๋ยวนี้หัดฉวยโอกาสด้วยเรอะ....รอให้แต่งตัวเสร็จก่อนเหอะ พ่อจะเอาคืนให้เข็ดเลย” 
    
         “ก็หน้าพี่ยุทธ์มองใกล้ๆแบบนี้มันทั้งหล่อทั้งน่ารักนี่ครับ...ผมอิจฉาคนหน้าตาดีนี่ เกิดมาแบบนี้ไม่ได้ก็ต้องขอชิมขอหอมหน่อยจะเป็นไรไปเน้อ....พี่โชติว่าไหม” เด็กหนุ่มยิ้มเสียจนตาหยีพลางหันไปหาความเห็นจากโชติที่กำลังคุยเรื่องคิวอยู่กับสมาชิกจากชมรมดนตรีอยู่อีกทาง
    
         “เอ้อ เอาเข้าไปไอ้พวกนี้....อย่ามาจับกดกันหลังเวทีนะเว้ย อยากทำอะไรก็ไปทำให้คนเขาดูโน่น อย่างน้อยคนเขาก็จะได้ดูด้วย” โชติพูดไปพลางหัวเราะไปพลางก่อนจะเตือนจูนอีกระลอก “จูน เลิกเล่นแล้วไปช่วยเจ้าเคนมันด้วย...เมื่อไรจะทาเสร็จก็ไม่รู้นั่น...” โชติย้ำเป็นรอบที่สอง เขารู้ว่าจูนคงยังไม่พอใจเคนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน แต่ในเมื่อจะต้องอยู่ชมรมด้วยกันต่อไปมันก็คงต้องอาศัยตัวช่วยหน่อยในการให้....พอจะพูดจากันได้ดียิ่งขึ้น
    
         “คร้าบ....” ถึงไม่ค่อยอยากจะเข้าไปใกล้บุคคลที่เพิ่งถูกเอ่ยถึงนักแต่ถ้าโชติกับยุทธ์ออกปาก รุ่นน้องแสนดีอย่างจูนก็ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อกระโปรงยาวสีชมพูลายจุดสีขาวเดินไปหาเคนที่กำลังพยายามทาหน้าด้วยแป้งงิ้ว 
    
          “ผมช่วย....” เด็กหนุ่มว่าพลางยื่นมือออกไปขอให้อีกฝ่ายส่งอุปกรณ์ที่ถืออยู่อย่างงกๆเงิ่นๆในมือมาให้ 
           
 
         “อ้าว..แล้วไม่ต้องไปแต่งหน้าเจ้ายุทธ์มันแล้วหรือไง” เคนหันกลับมาถามใบหน้าคมที่เพิ่งจะทาจนขาวไปได้แค่ครึ่งหน้านั้นดูน่าขันอย่างบอกไม่ถูก  จูนยกมือปิดปากพยายามที่จะไม่ขำออกมา 
           
          “....ก็พี่เขาไล่ให้มาช่วย....” จูนตอบสั้นๆก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้าของอีกฝ่าย “เอ้า หลับตาสิครับ จะได้ทาแป้งให้....” จูนบอกเมื่อหันมาแล้วยังเห็นอีกฝ่ายยังมองหน้าเขาอยู่แบบนั้น 
            
          “เออๆ หลับตาๆ “ เคนว่าก่อนจะหลับตาให้อีกฝ่ายลงแป้งลงบนใบหน้าของตัวเอง

          
            สัมผัสจากปลายนิ้วที่อีกฝ่ายค่อยๆแตะสีจากหลอดมาลงบนหน้าของเขาอย่างแผ่วเบานั้นทำให้รู้สึกดีอยู่ไม่น้อย เคนได้ยินเสียงอีกฝ่ายผ่อนลมหายใจเบาๆ ลมหายใจเป็นจังหวะ ถึงจะมีเสียงอึกทึกจากเวทีที่อยู่ด้านหน้า แต่ก็น่าแปลกที่ในตอนนี้การหลับตาแล้วให้ใครสักคนค่อยๆแตะปลายนิ้วลงบนใบหน้านั้นมันทำให้รู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก...จนแทบจะลืมความกลัดกลุ้มที่มีต่ออีกฝ่ายไปเลยทีเดียว
    
           
           “มือเบาเหมือนกันนะเรา....ไปหัดมาจากไหนเนี่ย “   
    
           “เพื่อนผมเป็นพวกแต่งตัวเลียนแบบการ์ตูนน่ะ ก็ไปนั่งดูมันแต่งตัวแต่งหน้า นานๆเข้าก็เลยช่วยมันแต่งด้วยมันก็สอนเลยพอทำได้บ้างน่ะ” เด็กหนุ่มตอบแบบไร้อารมณ์ 
    
          “เหรอ...น่าสนุกดีนะ...ว่าพลางก็ทำท่าจะลืมตามองหน้าคู่สนทนาแต่จูนจุปากเป็นเชิงห้าม
            
          “อย่าเพิ่งขยับสิ....”
            
          “ก็ยังไม่ทันขยับเลย....” เคนเถียงทันควัน ลืมตาขึ้นมาเจอดวงตาสีน้ำเงินของอีกฝ่ายจ้องเขม็งกลับมา 
            
          “งั้น ก็หุบปาก” จูนสั่ง ทำเอาเคนขมวดคิ้วเข้าหากันทันที 
            
          “เดี๋ยวนี้สั่งพี่?...”  จูนไม่ตอบแต่ยกตลับสีแดงกับสีดำพร้อมพู่กันขึ้นมา 
            
          “ผมจะลงลายให้ เอาไหม หรือพี่จะทำเอง” พูดแล้วก็ทำท่าจะยัดตลับสีแดง กับสีดำพร้อมกับพู่กันใส่มือของเคนจริงๆ ท่าทางไม่พอใจแบบนั้นทำให้เคนยิ่งมวดคิ้วเข้าหากัน มือแกร่งคว้ามือของจูนเอาไว้แน่น 
           
          “เดี๋ยวซิ่ แหม่ พ่อแสนงอน...จะมางอนผัวอะไรเอาวันนี้ล่ะ เมียจ๋า” ไม่พูดเปล่ายังทำท่าจะจูบหลังมือของอีกฝ่ายอีกต่างหาก จูนดึงมือหลบแทบจะไม่ทัน 
           
          “พี่เคน ...จะหาเรื่องใช่ปะเนี่ย จะให้บอกอีกกี่ครั้งว่าผมไม่ชอบ ให้พี่พูดแล้วก็ทำแบบนี้ ” จูนมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง มือเรียวกำเป็นหมัดยกขึ้นทันที
          
         “หาเรื่องอะไรกันเจ้าหนู พี่ก็เล่นตามบทไง...วันนี้แกเล่นเป็นอะไร...” 
          
        “เป็น แม่พี่โชติ” จูนตอบไปตามตรง 
          
        “อาฮะ ...แล้วพี่เล่นเป็นอะไร....” ถามพลางชี้หน้าตัวเอง 
          
        “ก็เล่นเป็นพ่อพี่โชติ....” 
       
          “อาฮะ แล้วสรุป เราก็เป็นอะไรกัน” เคนว่าพลางยกนิ้วมาคู่กัน ยักคิ้วให้กับอีกฝ่ายเล็กน้อย “แล้วพี่พูดผิดตรงไหนล่ะเมียจ๋า...” ชายหนุ่มเอียงคอทำหน้าขาวโพลนของตัวเองให้ดูน่าเอ็นดูที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ได้สำนึกถึงความผิดที่ตัวเองเคยทำเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
         
       “ผิดตรงที่ยังไม่ได้อยู่บนเวที” จูนพูดเสียงเข้มด้วยท่าทีจริงจัง
        
       “อาราย วันก่อนยังเล่นได้อยู่เลย....ที่ว่าเราเป็นแฟนกันน่ะ”รุ่นพี่ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้กับอีกฝ่ายก่อนจะกระซิบเบาๆให้ดังพอให้ได้ยินกันแค่สองคน   “ที่พี่จุ๊บเหม่งราตรีสวัสดิ์เราคืนนั้นไง...”    เสียงทุ้มต่ำกระซิบที่ข้างหูทำเอาจูนขนลุกต้องยักไหล่หลบลมอุ่นๆเข้ามาแตะข้างหู มือเรียวคว้าพัฟแต่งหน้าได้ก็เอาคืนด้วยการโปะพัฟเข้าปากอีกฝ่ายทันที 
        
       “อุ๊บ...แค่ก...แค่ก....แค่ก ไอ้จูน  แค่ก.... เล่นอะไรวะ แป้งเข้าปากเข้าคอหมดแล้ว แค่ก...”  เคนหันไปถ่มน้ำลายพยายามเอาแป้งที่อยู่ในปากออก
        
       “ผมบอกแล้วไง ว่าผมไม่ชอบให้มาเล่นแบบนี้  เขาเรียกใช้ปากไปในทางที่ไม่ถูก เก็บปากไปท่องบท เก็บสมองไปจำบทเก็บไปทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมในชมรมจะดีกว่าไหมครับ ถ้าไม่อย่างนั้นผมจะถือว่าพี่คุกคามทางเพศผมจริงจัง แล้วผมจะแจ้งตำรวจจริงๆด้วย” เด็กหนุ่มพูดรัวเร็วก่อนจะปั้นยิ้มให้กับอีกฝ่าย ก่อนจะเปลี่ยนมาทำหน้าดุทันควัน “เพราะฉะนั้นเลิกแหย่บ้าๆ หุบปากแล้วนั่งนิ่งๆจนกว่าจะแต่งหน้าเสร็จได้ไหมครับ”  คำพูดยาวเหยียดของจูนทำให้เคนได้แต่มองหน้าของอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะเหยียดยิ้ม แล้วพยักหน้าลงช้าๆ 
        
       “อาฮะ...ถ้าอย่างนั้น เก็บไปพูดไปทำบนเวทีได้สินะ....” 
 
        
       “ครับ....” รับคำแล้วหันไปหยิบพู่กันไม่ได้สังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย  ก่อนจะหันกลับมาจับหน้าของอีกฝ่ายให้อยู่นิ่งๆ แล้วเริ่มลงมือวาดลายลงบนหน้าของเคน ถึงจะไม่เคยวาดหน้าตัวตลกมากก่อนแต่คิดว่าถ้าวาดลายคล้ายๆแบบนั้นลงไปก็คงพอจะช่วยชีวิตเขาเวลาต้องเข้าบทกับคนตรงหน้าได้บ้างไม่มากก็น้อย 


 ......อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องมองหน้ากันตรงๆ.....
     

 

 ................................................ to be continued

Comment

Comment:

Tweet