-- 1 -- 

                          ไฟหลักในห้องดับลงแล้ว เหลือเพียงโคมไฟบนโต๊ะที่ยังส่องสว่าง จูนวางดินสอแล้วถอดแว่นอ่านหนังสือลงกับโต๊ะ สองนิ้วกดนวดคลายความเหนื่อยล้าของดวงตาก่อนเหลือบไปมองนาฬิกาเวลาก็ปาไปเกือบ ตี 2 เข้าไปแล้ว เด็กหนุ่มขยับกิ๊บติดผมที่ติดไม่ให้ผมลงมาปรกตาเวลาอ่านหนังสือให้แน่นขึ้นเล็กน้อย พลางกวาดสายตาไปทั่วหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษร ภาษาญี่ปุ่นที่คัดจนเต็มหน้ากระดาษ ความจริงก็ท่องจนขึ้นใจแล้วแค่อยากจะให้มั่นใจอีกรอบเท่านั้น ร่างเพรียวขยับบิดซ้ายขวาคลายความเมื่อยล้าจากการนั่งอ่านหนังสือเป็นเวลานาน หันซ้ายมองไปเห็นบทหนังสั้นที่วางไว้อีกทางก็หยิบมาอ่านพร้อมคว้าแว่นตามาใส่ 

                                           
   “ ความทรงจำของเราในฤดูร้อน”



                    เรื่องราวความรักของหนุ่มสี่คน ที่มาพบเจอกันกลางฤดูร้อน ...ถึงมันออกจะแปลกที่ไหนๆทั้งกลุ่มก็มีแต่ผู้ชายแต่โชติกลับมีความคิดติสต์แตกสุดบรรเจิดว่ามันน่าจะน่าสนใจมากกว่า ถ้าจะให้ทั้งสองในสี่คนเล่นเป็นบทผู้หญิงในร่างผู้ชาย...ที่ดันท้องได้... กรรมใดที่เคยก่อมาในชาติปางก่อนเลยมาตกทีเขากับโชติที่จับฉลากได้บทแปลกๆนี้ด้วยกันทั้งคู่ ถึงเขาจะไม่ได้รังเกียจอะไรกับการจะต้องแสดง หรือถ้าโชติจะบอกให้เขาพูดจาด้วยภาษาแบบผู้หญิง หรือใส่ชุดผู้หญิงแค่ไหนก็รู้สึกเฉยๆ เพราะเขาก็ชอบวงดนตรีที่แต่งตัวแต่งหน้าอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เลยเห็นเป็นเรื่องปรกติ ...แต่ที่ลำบากใจก็คงจะมีแต่ตัวบทเองที่เขารู้สึกว่าเป็นปัญหา 
                
                 เนื้อเรื่องหลักของหนังสั้นจะเป็นเรื่องราวความรักครั้งแรกของสาวน้อย(ในร่างเด็กหนุ่ม) ที่ไม่เคยมีความรักอย่าง โชติ ที่ได้พบรักกับ ยุทธ์ เด็กหนุ่มหน้าตาดีระหว่างวันหยุดฤดูร้อน ส่วน จูน รับบทเป็น ....จูน.... เพื่อนคนสนิทของโชติ  จูนมีแฟนหนุ่มที่รักๆเลิกๆกันหลายต่อหลายครั้ง คือ เคน ล่าสุดจูนก็เลิกกับเคนอีกรอบ โชติที่เห็นว่าเพื่อนเศร้าใจมากเลยชวนจูนไปเที่ยวทะเล ทั้งสองไปเที่ยวทะเลกัน แต่เกิดอุบัติเหตุโชติจมน้ำ เคราะห์ดีที่ได้ ยุทธ์ เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่ไปเที่ยวแถวนั้นเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน โชติที่ไม่เคยมีความรักมาก่อนเลยได้เริ่มเรื่องราวความรักของตนเองในฤดูร้อนนี้เอง 
    
             ส่วนเนื้อเรื่องของจูนนั้น เมื่อจูนกลับมาและตั้งใจว่าจะเลิกกับเคนให้เด็ดขาดไปเสียทีเพราะเคนมีพฤติกรรมนอกใจอยู่เรื่อยๆ จูนปฏิเสธที่จะพบหรือติดต่อกับเคนอีก จนวันหนึ่งรู้ตัวว่าตัวเองตั้งครรภ์ (ได้อย่างไรก็ยังไม่อาจทราบได้) จูนรู้สึกกังวลเรื่องลูกที่อยู่ในท้องและต้องเผชิญกับความรู้สึกที่สับสนของตัวเอง ว่าควรจะยกโทษให้เคนเพื่ออนาคตของตนเองกับลูกไหม หรือจะปล่อยให้เรื่องราวเป็นแบบนี้ต่อไป 
    
            “ไอ้บ้า ไอ้งี่เง่า ไอ้ควาย....แต่ก็รักนะ....” 
    
            เสียงนุ่มอ่านบทเบาๆ พลางยกมือขึ้นเกาหัวแกรก วางบทแล้วถอดแว่นโยนไปบนโต๊ะอ่านหนังสือ เงยหน้าขึ้นมองเพดานเอนตัวไปพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง พลางแกว่งขาไปมาพอให้เก้าอี้แกว่งซ้ายทีขวาที
     
           “จะไปเข้าใจได้ยังไง....คิดอะไรถึงพูดออกไปแบบนั้น....เจอนอกใจไปกี่ครั้ง เจอทิ้งไปกี่รอบ แถมทำท้องอีก...ทำไมถึงยังบอกรักได้นะ..... ผู้หญิง(?) นี่ก็แปลก” จูนคิดไม่ตกในฐานะที่เป็นนักแสดง...
    
    
           จูนชอบการแสดง ถึงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนหน้าตาดีมากขนาดจะเป็นนักแสดงมืออาชีพออกทีวีมีผลงานอะไรได้...เขาแอบนึกอยากให้พ่อแม่ตัวเองหน้าตาดีกว่านี้อีกสักนิด เขาได้จมูกโด่งกับปากที่เข้ารูปมาจากพ่อก็จริงจะติดก็ตรงตาเล็กตามสไตล์คนที่มีเชื้อจีน นึกอยากจะตาโตดูดีบ้างต้องอาศัยคอนแทคเลนส์กับแอบเขียนอายไลน์เนอร์บางๆตามสมัยนิยมเข้าช่วยแต่การแสดงก็เป็นสิ่งที่เขาสนใจ และด้วยเหตุนี้ เขาก็อยากจะทำสิ่งที่เขาชอบและสนใจให้ดี อยากจะแสดงออกไปให้ดีและก็อยากจะทำให้โชติกับยุทธ์ที่อุตส่าห์รับเขาเข้ากลุ่มมารู้สึกภูมิใจกับการแสดงของเขาด้วย แต่เรื่องที่น่ากลุ้มใจในคราวนี้ คือเขาไม่สามารถเข้าใจบทได้ว่า คนท้องน่าจะมีความรู้สึกแบบไหนและเขาก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจประโยคกร่นด่าของ”จูน”ได้เช่นกัน 
    
            ถึงเนื้อเรื่องที่อยู่ๆผู้ชายจะท้องจะไส้ขึ้นมานั้นก็พอจะเคยเห็นในหนังฮอลลีวู้ดมาบ้าง เขาก็พอจะไปหามาดูและพยายามทำความเข้าใจได้ แต่ในส่วนของความรู้สึกที่จะเรียกว่าเกลียดก็ไม่ใช่ จะรักหรือก็ยังลังเล ไม่รู้จะทำอย่างไรกับความรู้สึกที่มีอยู่ดี แต่ก็ทำอย่างอื่นไม่ได้เพราะรักไปแล้วจนหมดใจ...ความรู้สึกแบบที่ตัวละครที่ชื่อ จูน มีนั้น ความรักแบบนั้น... ไม่เคยเกิดขึ้นกับหัวใจของจูนเลยสักครั้ง

 
             “ก็คนมันไม่เคยมีความรักนี่หว่า.... จะให้ไปแสดงว่ารักคนอื่นได้ยังไงกันวะ” 
    
         จูนหลับตาลง นึกถึงพระเอกของตัวเอง เคน รุ่นพี่ที่หน้าตาดีเข้าขั้นจัดได้ว่าหล่อเหลาจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังนึกอดชื่นชมใบหน้าได้รูปนั้นไม่ได้ บางครั้งเผลอมองนานเกินก็ถึงเข้าขั้นเขินเสียด้วยซ้ำ ยิ่งโดยปรกติเขาเป็นคนที่ชอบคนหน้าตาดีอยู่แล้ว เพราะอย่างยุทธ์เองก็เป็นอีกคนที่เขาแอบชื่นชม ความชื่นชมที่บางครั้งก็เป็นเพราะอิจฉาเล็กๆ แต่กระนั้นหน้าตาดีอย่างเดียวของเคนก็ไม่ได้ทำให้จูนนึกอินไปกับบทของ”จูน”ได้เลยยิ่งประกอบกับพฤติกรรมผีเข้าผีออก บ้าๆบอๆด้วยแล้วยิ่งหนักใจเข้าไปใหญ่ 

           “แต่ก็บอกไปแล้ว...ว่าพรุ่งนี้จะทำให้ดีขึ้น....เอาวะ รักอย่างอื่นไม่ได้ก็รักหน้าพี่เขาไปก่อนก็แล้วกัน “ 

    
            ...........................................................  

          
             ที่โรงอาหารคณะของจูนในช่วงเที่ยงมักจะคราคร่ำไปด้วยนักศึกษาที่ลงมาทานอาหารกลางวัน บ้างก็เป็นนักศึกษาในคณะเองบ้างก็มาจากต่างคณะ ยิ่งเป็นคณะที่รับผิดชอบกับการเรียนภารสอนภาษาอังกฤษให้กับทุกๆคณะที่จำเป็นจะต้องลงเรียนเป็นวิชาบังคับด้วยแล้วคนยิ่งมากันเยอะจนจำแทบไม่ได้ว่าใครเป็นใครมาจากไหน จูนกำลังยืนต่อคิวซื้ออาหารเที่ยงที่หน้าร้านประจำ ร่างสูงโปร่งนั่นดูจะสะโหลสะเหลอยู่ไม่น้อยเพราะกว่าจะข่มตาให้นอนได้ก็ปากเข้าไปดึกดื่น ตื่นก็สายจนเกือบจะมาสอบแทบไม่ทัน ไม่มีเวลาได้แต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนอย่างทุกที จูนถอดแว่นที่ใส่อยู่ออกมาเช็ดเอาฝุ่นออกเบาๆ ระหว่างรอคิว
    
           “นี่ถ้าไม่เห็นหัวจะจำไม่ได้นะเนี่ย...” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมมือใหญ่ที่วางลงบนเส้นผมสีบลอนด์ของเด็กหนุ่มพลางโยกไปมา 
    
            “อ้าว......”จูนหรี่ตาลงเล็กน้อยเพ่งมองใบหน้าของคนที่เพิ่งเดินมาเล่นหัวของเขา “อ้าว พี่เคน มาทำไร?” ว่าพลางก็ยกแว่นขึ้นมาใส่เหมือนเดิมแล้วปัดมือของอีกฝ่ายออก
    
          “เรียนอิงค์ตอนบ่าย... “ว่าพลางก็ยกหนังสือภาษาอังกฤษพื้นฐานโชว์ให้อีกฝ่ายดู “เลยแวะมาหาข้าวกินก่อน เลี้ยงหน่อยดิ่” 
 
            “โห...บอกให้เลี้ยงล่ะไม่ถามคนเขาหน่อยหรอครับว่ามีตังค์ไหม” จูนอดไม่ได้ที่จะประชดพลางขยับเข้าใกล้หัวแถวไปอีกหน่อย 
    
          “แกรวยกว่าพี่อยู่แล้วน่า....” เคนขยับเข้าไปต่อแถวสายตาสอดส่องอาหารหลากหลายชนิดที่วางอยู่ในถาด “ไก่ทอด กับแกงเขียวหวานก็น่าอร่อยนะ ฝากซื้อหน่อย เดี๋ยวพี่ไปจองโต๊ะให้”  ไม่พูดเปล่าหยิบแบงค์ห้าสิบยัดใส่มือจูนแล้วเดินไปอีกทางไม่ได้รอฟังเสียงทักท้วงจากจูนเลยแม้แต่น้อย 
    
           “อ้าว เฮ้ย พี่เคน ถามเขาบ้างไหมว่าจะกินด้วยหรือเปล่าเนี่ย “หนุ่มผมสองสีหันหลังไปจะมองหา ร่างสูงของรุ่นพี่คนนั้นก็ก้าวฉับๆไปไกลเสียแล้ว สุดท้ายก็ต้องเป็นคนซื้อทั้งข้าวทั้งน้ำยกไปให้จนได้ 

              “มาแล้วครับคุณพี่สุดประเสริฐ แกงเขียวหวานกับไก่ทอด บวกน้ำอีกสิบสองบาท เงินทอนไม่ต้องเอานะ ถือเป็นค่าแรงน้อง” จูนพูดเองเออเองเสร็จสรรพ มือค่อยวางถาดที่มีข้าวราดแกงเขียวหวานกับไก่ทอดของเคน กับ เกาเหลาเนื้อกับข้าวสวยของตัวเองลงกับโต๊ะ 
    
           “เฮ้ย อะไร เงินทอนด้วยดิ่” 
    
          “งก เศษไม่กี่บาทก็ไม่ให้วุ้ย” 
    
         “ทุกบาททุกสตางค์มีค่าใช้สอยอย่างประหยัด” เคนว่าพลางยิ้ม แล้วยกขวดโค้กที่อีกฝ่ายรู้ใจซื้อขวดใหญ่มาสองขวดกับแก้วน้ำแข็งออกจากถาดพลางรินให้ 
    
       “โห ทีไปกินเหล้ากันนะ เมาอ้วกแตก ไม่เห็นจะเสียดายของ” 
    
       “คนมันเมานี่หว่า....ว่าแต่วันนี้เป็นไร ผมเซ็ตซะเนี้ยบแต่ตาไม่เขียนเนี่ย ตูบมาเชียว” ด้วยเห็นว่าแปลกไปจากทุกวันที่ดูจะแต่งองค์ทรงเครื่องเสียครบครัน เคนจึงเอ่ยปากถามไม่พูดเปล่ายกมือไปเล่นหัวอีกตามเคย อาจจะเป็นเพราะผมสีทองสะดุดตาที่อีกฝ่ายมักจะเซ็ทมาอย่างดีนั่นก็เป็นได้ที่เห็นแล้วหมั่นไส้อยากขยี้ให้มันยุ่งพันกันให้รู้แล้วรู้รอด 
    
      “โอ้ย เล่นหัวอีกแล้ว....”จูนปัดมือของอีกฝ่ายออก รีบใช้นิ้วจัดให้ผมเข้ารูปเข้าทรง “ก็นอนดึกนี่ กว่าจะกลับ กว่าจะได้อ่านหนังสือ แล้วก็....อ่านบทอีก”
    
      “อ่านบท? ........อะโห....จริงจังนะเนี่ยๆ “ เคนทำเสียงล้อเลียน 
     
        “...................” จูนเหลือบมองหน้าของอีกฝ่ายเล็กน้อย “ก็ผมไม่อยากเป็นตัวถ่วงนี่นา ผมเข้าชมรมมาเพราะเห็นพวกพี่โชติพี่ยุทธ์เขาได้ทำเรื่องสนุก ไหนๆก็ได้เข้ามาอยู่ชมรมด้วยกันแล้ว ก็อยากจะช่วยพี่ๆเขาด้วย พี่เคนเองก็ต้องจำบทให้ได้ล่ะ เพราะถ้าทำได้ไม่ดีก็ต้องซ้อมอีกหลายๆรอบ....พี่โชติกับพี่ยุทธ์จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับพวกเราด้วย” จูนตอบไม่สบตาของอีกฝ่าย ยกถ้วยข้าวขึ้นพุ้ยข้าวเข้าปาก 
    
         “สนใจแต่เจ้าสองคนนั้นนะ” เคนอดไม่ได้ที่จะแซว “แต่...ก็ดีแล้วล่ะ...ก็งานนี้มันงานของพวกเราก็ต้องช่วยๆกันอยู่แล้ว..รอบนี้ส่งหนังสั้นเข้าประกวดคงได้ฮือฮากันแน่....ผู้ชายบ้าอะไรท้องได้ ไอ้โชติมันก็ช่างคิด”
    
       “อื้ม พี่โชติเก่งเนอะ คิดพล็อต เขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด เรื่องกำกับก็เก่ง ที่ห้องพี่โชติมีหนังดีๆเพียบอีกต่างหาก ผมว่าเดี๋ยวคราวหน้าจะไปยืม...”
    
        “นี่สรุปว่าแกปลื้มไอ้โชติตรงมันเก่ง หรือเพราะมันมีหนังให้แกยืมวะ” นั่งด้วยกันมาไม่กี่นาทีได้ยินแต่จูนพูดถึงชื่อของโชติอย่างชื่นชมอยู่หลายรอบเลยอดจะหมั่นไส้ไม่ได้ 
    
         “ทั้งสองอย่าง” จูนตอบมือก็พุ้ยข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “พี่ยุทธ์ก็เท่มาก หัวครีเอทสุดๆ งานต่อฉากฝีมือก็ทำได้ ปีที่แล้วเห็นงานละครของคณะของพวกพี่โชติกับพี่ยุทธ์ไหมอ่ะ ฉากบนเวทีงี้อย่างเนี้ยบ...ไหนจะเรื่องซาวน์เอฟเฟคอีก คอมพิวเตอร์อีก...สุดยอดเหอะ หล่อก็หล่อ เก่ง แถมเกรียนอีกตะหากโคตรครบสูตรอ่ะ”  ดวงตาคมมองหน้าของเด็กหนุ่มตรงหน้า ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นจูนที่พูดถึงคนที่ตัวเองปลื้มออกมาได้ด้วยดวงตาเป็นประกายขนาดนี้มาก่อน แต่ก็น่าแปลกที่ในคราวนี้คนตรงหน้าดูจริงจังและ...น่าเอ็นดูอยู่ในที คิดแบบนั้นก็นึกสงสัยความคิดของตัวเอง เคนกระแอมไอออกมาเบาๆ
    
          “อะแฮ่ม...ปลื้มคนหล่อ ชอบเจ้ายุทธ์นักไม่ขอไอ้โชติมันสลับบทไปคู่กับเจ้ายุทธ์มันเลยว้า....”เคนอดจะแขวะไม่ได้ 
    
          “โอย ให้ผมไปเล่นเหรอ งานหนักพี่ยุทธ์ดิ่ ต้องมีบทอุ้มขึ้นจากน้ำอะไรด้วย พี่ยุทธ์หลังหักตาย” คำพูดนั้นทำเอาเคนแทบถลึงตาใส่ เพราะเขาเองก็มีบทต้องอุ้มเจ้าหนุ่มรุ่นน้องคนนี้เหมือนกัน 
    
           “แล้วฉันไม่หลังหักเรอะ อย่างกับตัวเล็กนะแกน่ะ”
    
           “หรือพี่จะให้ผมอุ้มพี่อ่ะ...” จูนถามกลับทันควัน เคนกรอกตาเล็กน้อยพยายามนึกภาพตามหากว่าเขาจะต้องถูกเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งคนนี้อุ้มแบบเจ้าสาวบ้าง....มันคงดูพิลึกพิลั่นอยู่ใช่น้อย 
    
          “โน โน โน......ฉันอุ้มแกล่ะโอเคละ แต่ช่วยลดข้าวบ้างก็ดีนะเผื่อจะเบาแรงขึ้นอีกหน่อย หนักมากก็กลัวหลุดมือว่ะ”      
   
          “พี่จะปล่อยให้ผมตกจริงๆเหรอ...” จูนทำเสียงคล้ายจะอ้อนมือเรียวยื่นมาจับมือของเคนเอาไว้ “เราออกจะเป็นแฟนที่รักมากกันไม่ใช่เหรอครับ” ไม่พูดเปล่ายื่นหน้าเข้ามาใกล้เห็นดวงตาสีน้ำเงินหลังกรอบแว่นสีดำนั่นเป็นประกาย ทำเอาอีกฝ่ายต้องหลบสายตา 
    
          “เล่นอะไรอยู่ๆมาทำเสียงซะเลี่ยน แกตกก็ดีสิ หลังฉันจะได้ไม่หักไง...จะโยนทิ้งเลยล่ะ“ เคนชักมือกลับ น่าแปลกที่รอบนี้เป็นเขาเองที่รู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำกับท่าทีของเด็กหนุ่มผมสีบลอนด์ที่อยู่ตรงหน้า 
    
         “เล่นตามบทต่างหาก....กลัวจะหาว่าไม่อิน” จูนพูดริมฝีปากหยักเป็นรอยยิ้มน้อยๆนี่คงนึกสะใจอยู่ไม่น้อยที่เอาคืนเขาได้เสียที 
    
         “ไอ้ตัวแสบนี่ เย็นนี้เจอกันเลย ดูซิว่าใครมันจะอินกว่ากัน” ไม่พูดเปล่ามือใหญ่ขยี้ผมอีกฝ่ายอย่างมันมือ
   
         “โอ้ย พี่เคนเมื่อไรจะหยุดเล่นหัวผมซักทีเนี่ย” 
    
        “ชิชะ อดนอนลืมเขียนตา แต่ผมเซ็ทมาเป๊ะ...น่าขยี้ให้เละจะตาย”เคนหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะตักข้าวราดแกงเข้าปากไปคำใหญ่ 
    
       “คนแบบพี่นี่มัน....” จูนปัดมือของอีกฝ่าย “น่า.....” 
    
       “น่ารัก น่าคบ น่าไปซะทุกอย่าง......คนมันหล่อพี่เข้าใจ” รุ่นพี่ร่างใหญ่ว่าพลางยักคิ้วให้อย่างยียวน รอยยิ้มที่ทำให้จูนต้องเสมองไปอีกทาง

       
          ...ให้ตาย...หน้าตาดีสวนทางกับนิสัยโคตร..... 


            “พี่รีบๆยัดเข้าไปเหอะข้าวแกงเขียวหวานไก่ทอดนะ มีเรียนไม่ใช่รึไง เลิกเรียนแล้วค่อยเจอกันก็แล้วกัน...”


              .................................

    
              “โทษทีฮะมาสายไปหน่อย มัวแต่ซ้อมพูดจะสอบกับเพื่อ........น..............” จูนเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ได้มองซ้ายมองขวา เงยหน้าขึ้นมาก็เจอกับภาพที่ต้องทำให้กลืนคำพูดทุกอย่างหายลงคอไป 
    
               “พี่โชติ...พี่ยุทธ์ พวกพี่ทำอะไรกันน่ะ.......” จูนเอ่ยถามเหมือนจะไม่เชื่อสายตามือเรียววางกระเป๋าไว้ที่ข้างประตูห้องอย่างหมดแรงกับภาพที่อยู่ตรงหน้า 
    



               “อื้ม....อื้อ......อ้อ...จูน.....พวกพี่แข่งกินแตงโมกันอยู่ กินป่ะ” ยุทธ์กระเดือกแตงโมสีแดงสดลงคอไปคำใหญ่ ท่าทางที่กินนั้นเลอะเทอะใช่ย่อย มือที่เลอะน้ำแตงโมกวักเรียกรุ่นน้องหยอยๆให้เข้าไปร่วมวงไพบูลย์กันอีกคน 

                 “อ่า.......” เด็กหนุ่มเหลือบไปมองโชติที่กำลังพยายามกินแตงโมซีกที่อยู่ในมือให้ได้ในการกดปากลงไปรอบเดียวแบบที่ยุทธ์เพิ่งจะทำไปเมื่อครู่แต่ก็ดูท่าจะไม่ไหว เพราะที่ยุทธ์เพิ่งจะกินแตงโมลงไปนั่นมันเหมือนกับเอาหน้าไปไถกับแตงโมเสียมากกว่าจะกินมันเข้าไป 
    
             “อ่า...ไม่ล่ะ ผมขอผ่าน.....ว่าแต่.....ทำไมต้องแข่งกิน?” จูนว่าพลางเดินไปหยิบม้วนทิชชู่มายื่นให้ทั้งสองคนอย่างกล้าๆกลัวๆ ยิ่งเมื่อมองความเลอะของพื้นแล้วก็ยิ่งต้องส่ายหน้านี่คงจะไปซื้อแตงโมที่ไหนมาลงมือชำแหละแตงโมกันสดๆเป็นแน่ แม้จะเอาทั้งถุงดำและกระดาษหนังสือพิมพ์รองแล้วแต่มันก็ยังเละอยู่ดี 
    
            “โชว์ใหม่ แข่งกินแตงโม ว่าจะเอาไปโชว์ด้วย เอ้อ มีงานใหม่เข้ามาเดี๋ยวจะไปเล่นละครสั้นๆโชว์ที่เวทีตลาดเปิดท้ายอาทิตย์นี้ แกกับเจ้าเคนก็ไปด้วยนะ มีบทๆ “ โชติว่าแต่จูนไม่ค่อยอยากจะเชื่อซักเท่าไร ถึงโชติจะเป็นคนจริงจังแต่บางวันก็ช่างอำเก่งอย่างหาตัวจับได้ยาก...ไอ้เรื่องว่ามีบทน่ะพอทำเนา แต่เรื่องกินแตงโมนี่สงสัยคงเพราะยุทธ์ยุให้เล่นพิเรนทร์อะไรกันอีกเป็นแน่ 
 
                 “ก็พวกชมรมดนตรีมันมาขอ..อื้ม...ขอให้ไปเล่นโชว์หน่อย เอ่อ...มันอยากได้แบบอารมณ์ฮาๆหลุดๆ ....แค่ก...อ่อก” ยุทธ์พยายามเสริมทั้งที่ยังมีแตงโมเต็มปาก  
    
             “หา อาทิตย์นี้? เร็วไปป่ะพี่ ผมยังไม่รู้เลยต้องทำอะไร” เด็กหนุ่มโวยแล้วยื่นกระดาษทิชชู่ให้ยุทธ์ไปอีกแผ่นเพราะเห็นท่าว่าใกล้จะสำลักแตงโมเต็มที 
    
              “เอาน่า บอกว่ามีบท....” โชติตอบอย่างขอไปทีก่อนจะลงมือกินแตงโมในมือให้หมด 


                 “โอ้วววววววว เคนมาแล้วจ้าที่รักทั้งหลายยย.......!!” 
  
                เสียงดังลั่นมาพร้อมกับร่างใหญ่ที่แทบจะถลาเข้ามาในห้องนั้นแทบจะชนกับจูนที่ยืนอยู่ 
 
       
                   “เหวอ....โอ้ยย....” จูนร้องเสียงหลง เด็กหนุ่มหลบทันแต่ก็ตั้งหลักไม่อยู่

 
                    โครม!! 


                “โอ๊ะ ไม่เจ็บแฮะ.....” จูนลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกว่าไม่เจ็บอย่างทิ่คิด
    
              “เมิงไม่เจ็บอ่ะ กูเจ็บ!! ไอ้จูนหนักเว้ย...ลุก!!....” ร่างเล็กกว่าของยุทธ์ที่รับจูนเอาไว้ได้พอดีทั้งดิ้นทั้งถีบรุ่นน้อง
    
             “เหวอ... ขอโทษพี่ยุทธ์ พี่ยุทธ์เป็นไรมากป่ะ หน้าเป็นแผลป่ะ ไม่หมดหล่อใช่ไหมอ่ะ” จูนตะลีตะลานลุกออกให้พ้นตัวรุ่นพี่สุดหล่อของตัวเอง สองมือประคองหน้าของยุทธ์มาดูใกล้ๆ หวังว่าเขาคงไม่ได้ทำให้ยุทธ์เป็นแผล 
    
            “นี่แกห่วงพี่แกไม่หล่ออย่างเดียวใช่ปะ กระดูกกระเดี้ยวนี่ไม่คิดจะดู?” ถึงจะแขวะไปแบบนั้นแต่ก็ยื่นแขนให้อีกฝ่ายดูทำท่าเหมือนเจ็บมาก  “หักไหมเนี่ย แกดูทีสิ” 
    
             “ขอโทษครับๆ โอ้ย แดงเลย มาผมเป่าให้ๆ” ว่าพลางทำท่าจะเป่าจริงๆ 
 
                “ฮ่ะๆ...ล้อเล่นน่า ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ฉันกระดูกแข็งจะตาย ...” ยุทธ์ดันหน้าของจูนออกไป “โวยวายไปได้” 

                 “น้องมันห่วงแกหรอกยุทธ์....ร๊ากกก แกอย่างกับอะไรดี” เสียงเคนแขวะ ร่างสูงปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาออกเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดที่มักเอาไว้ใส่ตอนวอร์มร่างกายก่อนเล่นกีฬา
    
              “ไม่เหมือนบางคนหรอก ถลาเข้าเป็นรถบรรทุกเบรคแตก ตาม้าตาเรือไม่ดูเล้ยยย น้องกับเพื่อนจะเจ็บตัวก็ไม่สน” จูนสวนกลับบ้าง เคนได้แต่รำพึงรำพันออกมา...ไม่เบาเท่าไร
 
                 “...........เอ้อ กูรถเบรกแตกลยเบรกไม่ได้ แถมไม่ใช่คนโปรด ทำอะไรก็ผิดโม๊ดดด......” เคนว่าพลางขยำเสื้อนักศึกษาของตัวเองโยนไปอีกทาง   “เอ้า จะเก็บของซ้อมได้ยัง แล้วโชติเมื่อกี้แกว่าอะไรมีบทๆนะ” 
    
               “อื้อ...วันนี้มีสองเรื่องนะ เรื่องแรก คือว่าจะเพิ่มบทในหนังสั้นอ่ะ แล้วก็อีกเรื่องคือ เปิดท้ายอาทิตย์นี้ชมรมดนตรีมาขอให้พวกเราไปเล่นเปิดม่านให้ กับคั่นเวลาอ่ะ เลยว่าจะเอาเรื่องสั้นๆ ไปเล่น มีบทให้พวกแกสองคนด้วย” โชติว่าพลางหันมองหน้าจูนกับเคน 

                  “แล้วเกี่ยวอะไรกับแตงโม?” เคนกอดอกมองสภาพห้องที่เละตุ้มเปะ เพราะทั้งโชติและยุทธ์ละเลงแตงโมกันจนมันมือ 
    
                “ก็แค่อยากกินอ่ะ แต่กินเฉยๆมันไม่หนุกเลยแข่งกันกินกะไอ้โชติมัน”ยุทธ์ว่าพลางหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะแบบที่ไม่ยี่หระกับความเละเทะที่ตัวเองทำเอาไว้เลย   

                   “พวกแกนี่ล่ะนะ สรุปวันนี้จะซ้อมป่ะ อุตส่าห์รีบมา...”ว่าพลางยกแขนปาดเหงื่อออกจากหน้าผากแล้วมองจูนที่ยังไม่ห่างจากยุทธ์ คอยเช็ดรอยเปื้อนจากน้ำแตงโมออกจากหน้าออกจากแขนให้ยุทธ์อยู่แบบนั้นก่อนจะถอนหายใจเบาๆ 
     
                 “แตงโมแก้ร้อนก่อนไหมล่ะ...” โชติว่าพลางยื่นแตงโมให้ 
    
                 “....ไม่อ่ะ....” เคนมองแตงโมในมือโชติสลับกับแตงโมในมือของจูนที่โดนยุทธ์บังคับให้ป้อนให้กินก็ส่ายหน้า “ไม่มีอารมณ์กิน ... แล้วไอ้บทที่ว่าจะเพิ่มอ่ะ บทอะไร” 
    

                “เลิฟซีน” 


.................................. to be continued

Comment

Comment:

Tweet

@sandleluck ขอบคุณค่า ฝากติดตามต่อไปด้วยนะคะ 

#2 By p.k.a on 2013-05-17 20:02

อ้ากกก..นิยาย Boy' love
จะติดตามต่อนะคะ Hot! Hot! Hot! ให้กำลังใจเต็มที่
 

#1 By พุดพิชญา on 2013-05-16 21:47