###Talk ###
สวัสดีค่ะ p.k.a เอง
ขอบอกว่านี่จะเป็นนิยายบอยเลิฟเรื่องแรกที่เขียนคนเดียว
มันอาจมีส่วนของความเป็นแฟนฟิคอยู่บ้างเนื่องจากแรงบันดาลใจ
มาจากวงดนตรีที่ชอบ
แต่เราก็ยังพยายามคงการใช้จินตนาการของตัวเองเอาไว้

ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้

และ

คำเตือน

นิยายเรือ่งนีั้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Boy's Love , Yaoi , ชายรักชาย หากผู้ใดไม่ชอบคำสามคำนี้ และมีอคติ กรุณาถอยกลับออกไปอย่างสงบนะคะ

และหากผู้ใด เข้ามาอ่านแล้วชอบใจ ไม่ชอบใจตรงไหน ฝากคอมเม้นต์ไว้ได้ค่ะ

ขอบคุณค่า

............................................... 


บทนำ
 


   “ ไอ้บ้า...ไอ้งี่เง่า ไอ้ควาย....” 

เสียงตะโกนด่าทอดังลั่นพร้อมกับสองมือที่กระหน่ำตีลงไปบนไหล่กว้าง เสียงสะอื้นไห้ระคนกับเสียงฝ่ามือที่กระทบกับผิวเนื้อตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน พลันสองมือเรียวหยุดลงเปลี่ยนเป็นโอบกอดร่างสูงเข้ามาใกล้ 

    “แต่ก็รักนะ” เสียงนุ่มดังแผ่วเบาที่ข้างหูทำเอาคนฟังหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ มือแกร่งยกขึ้นเก้ๆกังๆจะกอดหรือก็ไม่กอดเสียทีเดียว 




    “คัท.......!!!!!” 


พลันเสียงของ โชติ หนึ่งในสมาชิกชมรมการแสดงก็ดังขึ้นฉุดกระชากนักแสดงที่กำลังอินอยู่ในบทบาทให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ 

    “อีกละ?....พี่โชติ นี่รอบที่สิบแล้วนะ....ผมก็เหนื่อยนะเว้ย” จูนเด็กหนุ่มร่างสูงที่รับบทตัวเอกอีกคนของเรื่องก็โวยวายไม่แพ้กัน เขาผละออกห่างจาก เคน นักแสดงนำอีกคน อย่างไม่สบอารมณ์ที่โดนสั่งคัตซ้ำๆและให้แสดงเหมือนกันซ้ำๆมาสิบรอบ 

    “แกไม่ต้องบ่นเลย จูน แกอ่ะตัวดี ใส่อารมณ์แค่ตอนด่าไอ้เคน ทีไอ้ประโยคหลังแม่งไม่เห็นมีอารมณ์ร่วมวะ แข็งยังกับเอาไม้มาตั้ง ไอ้เคนแม่งแกก็อีกคน จูนมันแข็งทื่อ แกนี่ก็แทนที่จะช่วยมันต่อบท ถ้าลืมบทก็บอกดิ่ มัวแต่ขยับแขนขึ้นๆลงๆนึกบน ทำตัวเป็นหุ่นยนต์อยู่ได้ นี่ถ้าเขาให้ไปเล่นสตาร์วอร์แกคงได้ออสการ์บท R2 D2 พอดี โอ้ย...ความพอดีมีไหมในชีวิตเนี่ย” โชติว่าพลางเดินบ่นไปมาอย่าหงุดหงิด สองมือขยี้หัวของตัวเองจากที่พองฟูเพราะเซ็ทผมเอาไว้อยู่แล้ว ยิ่งดูผมฟูมากขึ้นไปอีก 

    “อ้าว...นี่ฉันเก่งระดับออสก้าร์แกก็จะด่าฉันเหรอ สาด....”เคนหันไปด่าเพื่อนรุ่นน้องอย่างโชติ ถึงเคนจะอายุมากกว่าแต่เพราะเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกันเลยไม่ได้ถือสาให้เรียก “พี่” หรืออะไรกันสักเท่าไร 

    “พวกแกรีบซ้อมกันได้หรือเปล่า ฉันหิวข้าว...”เสียงดังมาจากอีกทาง ยุทธ์พระเอกของเรื่องกำลังนอนกลิ้งอยู่บนพื้น อ่านหนังสือการ์ตูนเล่มโปรดที่เพิ่งซื้อมาเมื่อตอนบ่าย ก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่งทำหน้ามุ่ย ยุทธ์เป็นผู้ชายหน้าสวยใบหน้าเล็ก ตากลมโตถ่ายรูปขึ้นแถมยิ้มสวยทำให้ทุกคนไม่ลังเลตอนเลือกเอายุทธ์มาเล่นเป็นพระเอก ถึงเจ้าตัวจะโอดครวญว่าตัวเองตัวเตี้ยแถมแสดงไม่เก่ง และเหมาะจะอยู่ฝ่ายฉากมากกว่า เพราะมั่นใจในฝีมือและหัวครีเอทของตนเองมากเสียจนลั่นวาจาว่าถ้าเป็นเรื่องสร้างฉาก กับเรื่องกินแล้วยุทธ์ขอสู้ไม่ถอย.

    “เออๆ ...ถ้าอย่างนั้นวันนี้ก็เลิกกองก่อน....พรุ่งนี้มาซ้อมใหม่ เหลืออีก สองเดือนจะส่งหนังสั้นประกวดของมหาวิทยาลัยแล้ว ถ้ายังเล่นกันได้แบบนี้แล้วคนดูจะอินไหม ....จูน แกต้องไปทำความเข้าใจบทใหม่นะ เวลาจะบอกรักมันก็ต้องจริงใจหน่อยซิ่” 

    “บอกรักผู้ชายเนี่ยนะพี่โชติ ไม่สิ บอกรักพี่เคนเนี่ยนะพี่โชติ ...” จูนน้องเล็กที่สุดในกลุ่ม เจ้าของยาวประบ่าที่มาพร้อมสีผมแสบทรวงสีทองข้างซ้ายสีดำอีกครึ่งซีกขวาว่าพลางหันมาทำหน้าเหย 

    “นี่แกไม่ได้อ่านบทใช่ไหมไอ้จูน....บทแกอ่ะ กับบทฉันเนี่ยมันเป็นบทฝ่ายรับ บทประหนึ่งผู้หญิงเว้ย ไม่งั้นในเนื้อเรื่องแกจะท้องได้เรอะ”โชติเกาหัวแกรก เริ่มเหนื่อยใจว่าทำไมเขาต้องเขียนเรื่องแบบนี้ขึ้นมาด้วยทั้งๆที่รู้ก็รู้ว่ากลุ่มของตัวเองเป็นกลุ่มชายล้วนสี่คน ...

    “ก็อ่านครับ แต่พี่โชติ ในบทมันบอกว่า เป็นผู้ชายนี่ แล้วมันจะท้องได้ไงอ่ะ...........” จูนเอียงคอถาม

    “เพราะมันเป็นโลกในจิตนาการเว้ย อีกอย่าง สี่ตัวแม่งมีแต่ตัวผู้นี่หว่า จะให้ทำไงได้วะ” 

    “แล้วทำไมต้องให้ท้องอ่ะ “ จูนยังถามไม่เลิก 

    “ก็แค่อยากสะท้อนสังคมเข้าใจป่ะ ....”

    “แต่มันไม่เมคเซ้นส์นะพี่........” 

    “มันเมคเซ้นส์ของกูเว้ย....เอาเป็นว่าไปอ่านบทซะ แล้วทำไมวันนี้เล่นได้ห่วยขนาดนี้เนี่ย ทีเล่นกับฉันไม่เห็นเป็นอะไร” โชติชักหงุดหงิด กะอีแค่พล็อตผู้ชายท้องได้แค่นี้ทำไมเข้าใจยากนักเขาก็ไม่เข้าใจ 

    “ก็..........” จูนอ้ำอึ้งใบหน้าแดงก่ำ สองมือลูบด้านข้างคอของตัวเองไปมาเบาๆ พลาง เหลือบไปมองหน้าของเคนก่อนจะนิ่งเงียบ “เวลาพี่เคนลืมบท พี่เคนชอบทำหน้าหล่อเกินไป....ผมเขิน” คำพูดของจูนทำเอาคนที่กำลังยกน้ำขึ้นดื่มอย่างเคนสำลักพรวดออกมา 

    “แค่กๆ.....หา?!” เคนหันมามองหน้าน้องเล็กของกลุ่มด้วยความประหลาดใจ ถึงจะรู้ตัวอยู่ว่าตัวเองหน้าตาดี แต่ไม่เคยคิดว่าใบหน้าของเขาจะมีผลกระทบกับคนเพศเดียวกันมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเป็นรุ่นน้องผู้ชายในชมรมเดียวกันแบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งไม่เคยคิดเข้าไปใหญ่  ร่างสูงหันมองหน้าโชติเลิกลั่ก ก่อนจะชี้หน้าตัวเอง

    “สรุปนี่กูหล่อ กูก็ผิดอีกใช่ไหมเนี่ย...จะให้กูทำยังไงวะ ทำหน้าแบบนี้ตลอดเลยดีไหม...”ไม่พูดเปล่าเคนทำหน้าบูดเบี้ยวแลบลิ้นปลิ้นตาจนหน้าตาคมคายนั้นดูแย่ลงไปถนัดตา 
 
    “เออ ทำให้ได้ทั้งวันก็แล้วกัน” เสียงยุทธ์ดังมาอีกทาง “ถ้าแกหล่อน้อยลง กูจะได้เด่นไง”  ยุทธ์ว่าพลางยิ้มมุมปากหัวเราะเบาๆในลำคอ  

    “สรุปนี่ความจริงแกอยากเป็นพระเอกคนเดียวใช่ป่ะ แต่ทำโอดครวญไปอย่างนั้นเอง” โชติหันไปมองหน้ายุทธ์อย่างระอา เพื่อนเขาที่คบกันมาตั้งแต่ ม.ปลายคนนี้ความจริงแล้วเป็นพวกหลงตัวเองแบบไม่เปิดเผยมาแต่ไหนแต่ไร 

    “ฮ่ะๆ ก็แล้วแต่จะคิดน้า...” ยุทธ์ว่าพลางหัวเราะ เสียงหัวเราะในแบบที่บางครั้งก็ทำเอาอีกสามคนในกลุ่มอดจะหมั่นไส้ไม่ได้ 


    “เออ....ไอ้คนหน้าตาดี” ทั้งสามคนแทบจะประชดออกมาพร้อมๆกัน 


..................................
    

               โชติ ยุทธ์ จูน และเคน ทั้งสี่คนอยู่ชมรมการแสดงของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โชติและยุทธ์เข้าขมรมมาตั้งแต่ปี 1 เหตุก็เพราะรุ่นพี่ที่คณะชักชวนแกมบังคับหลังจากเห็นความกล้าแสดงออกตอนที่ทั้งสองคนจับคู่กันแสดงตลกให้เพื่อนๆทั้งคณะได้ดูกันในช่วงรับน้อง...แต่หลังจากที่รุ่นพี่จบกันไปพร้อมๆกับที่เคนเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่...ก็ยังไม่มีใครหน้าไหนหลงมาสมัครชมรมของพวกเขาอีกเลย...จนสถานการณ์ตอนนี้อาจเรียกได้ว่าใกล้เข้าวันสูญพันธ์ของชมรมไปทุกที 
    
        โชติ เป็นหนุ่มรูปร่างสันทัดไม่ได้จัดว่าตัวสูงมากแต่สิ่งที่ทำให้ใครต่อใครจำได้แม่นคือทรงผมที่เซ็ทจนพองประกอบกับขนาดศีรษะที่ใหญ่อยู่แล้วเลยยิ่งจำได้ง่ายเข้าไปใหญ่ ปรกติแล้วเป็นพวกเอาจริงเอาจังซีเรียสกับสิ่งที่ทำเกือบจะทุกอย่าง แต่พอมาอยู่กับคนที่ทำเป็นเล่นไปเสียทุกเรื่องอย่าง ยุทธ์ แล้วก็ทำให้ดูเป็นสองคู่หูที่เข้ากันได้ดีอย่างประหลาด 
    
         สมาชิกคนที่สองคือ ยุทธ์เด็กหนุ่มหน้าตาดี เขาเป็นคนง่ายๆสบายๆ กินเก่งและบ้าพลัง บางทีก็โหวกเหวกโวยวาย ปากไว เหมือนไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร หลายคนถึงกับบอกว่านิสัยกับหน้าตาสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัดแต่ยุทธ์ก็ไม่เคยจะสนใจ เขาเป็นตัวของตัวเองเสมอ จะมีบางครั้งที่จะสำนึกผิดบ้างก็ตอนที่ทำเรื่องชวนปวดหัวจนโชติเอ่ยปากต่อว่าเท่านั้น  
     
         ส่วน เคน ที่ถึงจะเรียนอยู่ ปี3 เท่ากันกับยุทธ์และโชติแต่เขาก็อายุมากกว่าทั้งสองคนที่อายุ20 อยู่ 4 ปี เคนเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ เขาสูงเกิน 180 เซนติเมตร ใบหน้าคมคายได้รูป จัดได้ว่าเป็นคนหน้าตาดีอยู่ไม่น้อย แต่ทะลึ่งทะเล้นในแบบที่ใครหลายคนเห็นอาจจะเบือนหน้าหนี เช่น การลงโทษแผลงๆของเอกพละศึกษาที่หากเป็นบางคนคงจะเขินอายที่จะต้องถอดเสื้อเปลือยท่อนบนเดินไปตามถนนในมหาวิทยาลัย แต่สำหรับเคนนั้นไม่เลย เขาเป็นคนแรกที่ถอดจนเหลือแค่กางเกงบอกเซอร์แล้วเดินไปตามถนน ไม่พอยังม้วนชายกางเกงขึ้นมาเหน็บประหนึ่งนุ่งผ้าเตี่ยวจนแทบจะนุ่งลมห่มฟ้าเสียด้วยซ้ำ.....ยุทธ์กับโชติเจอเคนครั้งแรกตอนไปเข้าค่ายรวมของพวกนันทนาการสำหรับรับน้องใหม่พวกเขาคุยกันถูกคอและสุดท้ายเคนก็ถูกชวนเข้ามาอยู่ในชมรมเป็นสมาชิกอีกคนของหลังจากที่จูนเข้ามาสมัครที่ชมรมไม่กี่เดือน
    
           และน้องเล็กสุดของกลุ่ม จูน เด็กหนุ่มจากเอกภาษาญี่ปุ่นที่เรียกความสนใจจากใครต่อใครได้ด้วยผมสีบลอนด์ทองและแฟชั่นการแต่งตัวของเขาที่ราวกับหลุดมาจากย่านช็อปปิ้งในโตเกียว จูนเข้าชมรมมาด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะกล้าแสดงออกให้เหมือนโชติกับยุทธ์ที่เคยไปแสดงมุกตลก และละครสั้นต่างๆให้พวกรุ่นน้องดูตอนเขาเข้ามารับน้องใหม่รวมของมหาวิทยาลัย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังโดนติเรื่องแสดงแข็งเป็นท่อนไม้อยู่บ่อยครั้ง สิ่งที่เขาพอจะทำได้ดีเวลาอยู่ในกลุ่มของพี่ชายทั้งสามคนก็คงจะเป็นการพยายามสรุปทุกคำพูดของทุกคนให้ฟังรู้เรื่องให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ตัวเองบางทีเวลาตื่นเต้นมากๆก็จะควบคุมคำพูดของตัวเองไม่อยู่ก็ตามที 
    
              ทั้งสี่คนหอบข้าวของออกจากห้องซ้อมของชมรมระเห็จไปหาของกินกันที่ร้านขายข้าวที่หลังมหาวิทยาลัยที่ยังเปิดกันอยู่จนดึกดื่นเอาใจพวกนักศึกษามหาวิทยาลัยที่นอนดึกกันเป็นชีวิตประจำวัน 
    
              “พี่ครับ ขอโค้กขวดใหญ่หนึ่ง น้ำแข็งสี่ ...” โชติตะโกนสั่งในขณะที่ยุทธ์รีบคว้าเมนูมาเปิด
    
            “พี่ครับ ขอกระเพราไก่หนึ่งครับ ผัดผักบุ้งหนึ่ง แล้วก็เอ็นไก่ทอด ต้มยำปลาแล้วก็....” 
    
           “เฮ้ยๆ เดี๋ยวยุทธ์จะสั่งอะไรนักหนาวะมากันสี่คน” เคนหันไปมองหน้าหนุ่มร่างเล็กแทบจะดึงเมนูออกจากมือของอีกฝ่ายด้วยกลัวว่ายุทธ์จะสั่งอาหารไม่หยุด 
    
           “ใครว่าฉันจะสั่งมาให้พวกแกกิน นี่ฉันจะกินคนเดียวเว้ย บอกแล้วว่าฉันหิว....”  ยุทธ์ว่าพลางมองหน้าทุกคนเหมือนจะถามว่าเขาพูดอะไรผิดตรงไหน ทำเอาทุกคนส่ายหน้า 
    
             “สั่งเองกินเองจ่ายเองด้วยนะแก พวกฉันไม่มีใครหารนะ” โชติว่า
    
            “พี่ยุทธ์ผมว่ากินขนาดนี้เดี๋ยวได้ป่วยหรอก....” จูนหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะสะกิดเคนที่นั่งอยู่ข้างๆกัน “พี่เคน ขอดูเมนูหน่อยดิ่...ผมว่าจะรีบกินรีบกลับเนี่ย”
    
           “รีบกลับ? ทำไม กลัวมองหน้าฉันนานๆแล้วจะเขินอีกหรือไง” เคนยังไม่วายแหย่น้องเล็กของกลุ่มพลางขยับหน้าเข้าไปหา จูนเหลือบมองหน้าของอีกฝ่ายผ่านปอยผมสีอ่อนของตัวเองที่ตกลงมาปรกหน้า ก่อนดวงตาที่ใส่คอนแทกเลนส์สีน้ำเงินจะหลบสายตาไปที่เมนู
    
         “พรุ่งนี้ผมมีสอบหรอก...“    
 
            “สอบอีกละ เอกภาษาญี่ปุ่นนี่ก็มีสอบบ่อยเหมือนกันเนอะ” เคนว่า แต่ยังไม่ถอยออกห่างจากอีกฝ่าย ในใจนึกขำกับท่าทีของจูนที่เบนสายตาหลบแบบนั้น
    
          “ไม่ได้ทำตัวว่างเหมือนพี่เคนนี่นา..” จูนถามแต่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตา รุ่นน้องผมสองสียังคงมองหารายการอาหารที่อยากจะกิน 
     
          “อ้าว วิชาพวกพี่มันเอาตัวปฏิบัตินี่หว่า เคยไหมสอบชกมวย สอบตัดสินมวย” สองมือกำหมัดแย็บจนจูนต้องเบี่ยงหลบ 
    
          “ใครจะไปเคยเล่า...ผมเรียนภาษานะ ไม่ได้เรียนพลศึกษา” 
    
          “ฮ่าๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ ตัวซีด ไม่ฟิตเอาซะเล้ย ”  ว่าพลางก็ยกมือขยี้ผมของอีกฝ่ายเบาๆ แต่จูนกลับปัดมือของเคนออก
    
          “อย่าเล่นหัวดิ่....ผมยุ่งหมด.... “จูนอ้อมแอ้มพลางหันไปสั่งอาหาร “พี่ครับ ข้าวกระเพราหมูกรอบจานนึงครับ ขอด่วนๆเลยนะครับ” 
 
            “เอาเหมือนกันเลยครับพี่ แต่ขอเป็นพิเศษนะครับ” เคนหันไปสั่งเพิ่มพลางยิ้มให้กับแม่ค้าที่ยืนรอออเดอร์จากสี่หนุ่มอยู่นานสองนาน “เฮ้ย โชติแล้วแกสั่งอะไรยังวะ พี่เขารอนานนะเนี่ย... “
    
         “พี่ครับขอข้าวเปล่ามาสองจานนะครับ.... เดี๋ยวฉันกินกับไอ้ยุทธ์ว่ะ ลืมไปว่าถ้าปล่อยแม่งกินคนเดียวมันจะอ้วนเป็นหมูก่อนเป็นพระเอกให้ฉันแน่ อ้อ พี่ครับ แล้วต้มยำกับเอ็นไก่ไม่เอาแล้วนะครับ “ โชติตอบพลางจัดแจงเปลี่ยนรายการอาหารให้ยุทธ์เสร็จสรรพ 
    
        “ฉันกลัวแค่ว่าพวกแกกินข้าวแบบนี้กันบ่อยๆจะพาลเป็นหมูกันไปก่อนได้ถ่ายจริงอ่ะดิ่” เคนว่าพลางส่ายหน้า  “แค่นี้ล่ะครับพี่ ด่วนๆเลยนะครับ เดี๋ยวผมจะไปส่งน้องกลับหอ” ว่าพลางก็ยกมือโยกหัวจูนที่นั่งอยู่ข้างๆไปมา 
     
         ไม่นานอาหารมื้อใหญ่ก็ถูกนำมาเสริฟ ทั้งสี่คนคุยกันไปพลางทานอาหารกันไปพลางจนอิ่มก็หอบกระเป๋า อุปกรณ์ที่ใช้ซ้อมใส่ท้ายรถของยุทธ์
    
         “แล้วเจอกันพรุ่งนี้ อย่าลืมไปซ้อมบทนะจูน...ไม่ผ่านฉากนี้ฉันไม่ให้ซ้อมต่อฉากอื่นนะเว้ย” เสียงโชติกำชับขณะที่พาตัวเองเข้าไปนั่งข้างคนขับ ยุทธ์เองก็ส่งเสียงตามมาเช่นกัน 
    
         “เคน แกก็เหมือนกันขืนยังจำบทไม่ได้ล่ะแกตาย ”
    
         “พวกแกอย่าแกล้งกันดิ่วะ... ไม่ได้หัวดีอ่านปุ๊บจำได้ปั๊บนี่หว่า“ 
    
         “ก็อย่าหัวขี้เลื่อยของตัวเองไปให้เขาเตะเขาต่อยมันมากนักสิ แทนที่จะมีแต่ขี้เลื่อย คงได้กลวงเข้าสักวัน” ยุทธ์ว่าพลางยิ้ม เรื่องความสามารถในการจำบทที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของเป็นเรื่องที่หยิบมาทับถมได้ตลอด แต่จะห้ามไม่ให้เคนเอาหัวไปกระแทกก็ไม่ได้ในเมื่องานอดิเรกอีกอย่างของเคนก็คือการชกมวย 
    
          “นั่นดิ่ พวกพี่โชติ พี่ยุทธ์โคตรโกงอ่ะ” จูนประท้วงแต่ดูเหมือนทั้งสองคนจะทำหูทวนลม
    
           “เคน แกขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งมันดีๆล่ะ “ ไม่วายโชติยังหันมาสั่งคนอายุมากกว่า
    
          “เออน่า บอกไอ้ยุทธ์ก่อนเหอะไม่ใช่หนังท้องตึงหนังตาหย่อนนะ ไปกันเจ้าจูน”  พูดจบเคนก็ก็คว้าคอเสื้อของจูนให้เดินตามไปยังที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง 
  

    ..............................................................


    ทางเดินไปยังที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ในย่านร้านค้าหลังมหาวิทยาลัยมืดสลัว ได้ยินเสียงเพลงเปิดดังมาจากร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกล เคนลากคอเสื้อของจูนให้เดินตามมา จนเด็กหนุ่มต้องสะบัดออก 

           “พี่เคน ปล่อยเหอะ คอเสื้อมันรั้งหายใจไม่ออก....” 
    
        “เออ โทษทีๆ” เคนหัวเราะออกมาเบาๆ “ก็เห็นว่าจะรีบกลับ” 
 
          “แต่ก็ไม่เห็นต้องดึงนี่นา....เอ่อ... ถ้าพี่เคนรีบผมกลับหอเองก็ได้นะ เดินๆไปขึ้นรถข้างหน้านี่เดี๋ยวก็ถึง” เด็กหนุ่มดูมีท่าทีลังเลที่จะซ้อนมอเตอร์ไซค์ของอีกฝ่ายในวันนี้ 
    
       “เอ๊ะ เจ้านี่ จะเอาไงกันแน่นะ เมื่อกี้ว่าจะรีบกลับ นี่จะมาว่าจะกลับเองอีกละ หออยู่ตั้งไกล ให้ไปส่งนั่นล่ะดีแล้ว” เคนขมวดคิ้วกับคำพูดของอีกฝ่าย พลางโยนหมวกกันน็อคอีกใบหนึ่งให้ “ใส่ซะ เดี๋ยวป๋าจะพาซิ่ง” 
    
       “ฮ่ะๆ พูดเหมือนเฒ่าหัวงูจะพาอิหนูซ้อนท้าย” จูนหัวเราะออกมาเบาๆ แค่เห็นสีหมวกกันน็อคก็พอจะเดาออกว่าคงมีสาวๆมาขอซ้อนท้ายอยู่เนืองๆ 

    
                             .....เลือกสีซะชมพูหวานคิตตี้มาเชียว.... 


               “งั้นเปลี่ยนเป็นแว๊นซ์กะสก๊อยซ์เอามะ ? “เคนว่าแล้วหันมามองจูนตั้งแต่หัวจรดเท้า จูนเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งแต่ถ้าเทียบกับเขาแล้วก็อาจจะเตี้ยกว่าซักสิบกว่าเซ็นต์เห็นจะได้ รูปร่างก็ไม่ได้ผอมกะหร่องเพียงแต่เพราะไม่ได้ออกกำลังกายอะไรมากเลยดูเหมือนคนไม่ค่อยมีแรงกับใครเขาสักเท่าไร ยิ่งกับเขาแล้วยิ่งเหมือนไม่มีแรงจะมาขัดขืนอะไรด้วยซ้ำไป 

                  “แม่ง สก๊อยซ์ก็ตัวใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย” ว่าพลางมือแกร่งก็ตบลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มร่างสูงดังปึก 
     
               “โอยเจ็บ.... พูดอย่างกับตัวเองตัวเล็กนักล่ะ ไม่บอกจะนึกว่าควายขี่รถ” จูนพึมพำเบาๆ โชคดีทีอีกฝ่ายเหมือนจะไม่ได้ยินไม่งั้นคงโดนอีกสักป้าบที่หัวแน่ๆ มือเรียวพลิกหมวกกันน็อคในมือไปมา “...นี่ถ้าผมขับรถได้อย่างพี่ยุทธ์ ขี่มอเตอร์ไซค์เองได้แบบพี่เคนคงไม่ต้องรบกวนพวกพี่แบบนี้หรอก“
 
                  “กวนอะไรกันเล่า เอ้าเร็วขึ้นมา จะได้พาไปส่ง” ว่าพลางก็คร่อมมอเตอร์ไซค์คันโตของตัวเอง พลันเสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ก็ดังกระหึ่มทั่วตรอกขนาดเล็กเรียกเสียงฮือจากคนเดินผ่านไปมาได้ไม่ยาก 
    
               “เด่นซะ....” 
    
            “รถคนหล่อ เครื่องแรงก็งี้...เอ้าขึ้นมาเร็วๆ ...จะได้รีบกลับไปอ่านหนังสือสอบไง ใส่หมวกกันน็อคด้วยเดี๋ยวตำรวจแม่งตั้งด่านจับอีก”
    
 
                หอพักของจุนอยู่นอกเขตมหาวิทยาลัยออกไป แถมยังต้องผ่านตรอกซอกซอยลัดเลาะไปเรื่อยก็ถึง มันอาจจะสะดวกสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก แต่สำรับมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ของเคนแล้วมันก็ออกจะลำบากอยู่ใช่ย่อย กว่าจะถึงหอของอีกฝ่ายได้ก็เกือบห้าทุ่มเข้าไปแล้ว เคนจอดรถมอเตอร์ไซค์ที่หน้าหอพักของจุน จะเรียกว่าหอเสียทีเดียวก็คงจะไม่ใช่ ดูลักษณะแล้วคล้ายกับเป็นเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์เสียมากกว่า ถึงจูนจะไม่เคยเล่าให้ฟังว่าที่บ้านพ่อแม่ทำการทำงานอะไรแต่จากลักษณะนิสัยกับท่าทางหลายๆอย่างแล้วก็คิดว่าจูนคงเป็นลูกชายของบ้านที่พอมีอันจะกินอยู่เหมือนกันไม่อย่างนั้นคงไม่มาหาที่หลับที่นอนให้ลูกได้อยู่ดีขนาดนี้  
 
              “ขอบคุณที่มาส่งนะครับ “จูนว่าพลางส่งหมวกกันน็อคสีหวานคืนให้กับอีกฝ่าย สองมือจัดปัดผมของตัวเองให้เข้ารูปเข้าทรง “แล้วเจอกันพรุ่งนี้ที่ชมรม ....” ว่าพลางร่างสูงโปร่งก็ทำท่าจะเดินเข้าไป 
    
            “เฮ้ย จูน....” เคนส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ 
    
            “ครับ?“ จูนหันกลับมาตามเสียงเรียก 
    
            “วันนี้...ที่ฉันทำให้ต้องเทคบ่อยน่ะ โทษทีนะ รอบหน้าจะไม่ให้พลาดว่ะ” อยู่ๆเคนก็พูดถึงเรื่องการซ้อมบทหนังสั้นขึ้นมาทำเอาจูนงง
    
            “เฮ้ย พี่จะมาขอโทษผมทำไมอ่ะ ... ผมดิ่ ส่งอารมณ์ไม่ได้ ...” จูนพูดก่อนจะถอนหายใจยาว เขารู้ดีว่าตัวเองมีปัญหาในการแสดงอยู่ไม่น้อย เด็กหนุ่มเม้มปากเข้าหากันแน่น ก่อนจะจับมือของเคนเอาไว้หลวมๆ “แต่ ผมจะรักพี่ให้ได้ก็แล้วกัน” 
 
              “หา? เฮ้ย....พี่ไม่ได้ชอบผู้ชายนะเว้ย” ร่างสูงแทบดึงมือออกไม่ทัน เคนทั้งส่ายหน้าโบกมือปฏิเสธพัลวัน จนจูนต้องมองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง 
 
               “พี่เคน....เมากระเพราหมูกรอบป่ะ....ผมพูดถึงในบทต่างหาก วันนี้พี่โชติบอกว่าผมยังไม่อิน ผมต้องพยายามทำให้ได้แบบพี่โชติบอกไง...” จูนว่าพลางมองหน้าของอีกฝ่ายนิ่ง ดวงตาสีน้ำเงินเพราะคอนแทคเลนส์ที่มักจะใส่อยู่เป็นประจำนั่นเป็นประกายสะท้อนกับแสงไฟจากเสาไฟฟ้าหน้าหอพัก
     
              “อ่ะ....เออ....จริง....โทษที” เคนเสมองไปอีกทาง นึกอายอยู่ไม่น้อยที่ตีความคำพูดของอีกฝ่ายไปคนละเรื่องเดียวกัน 
              
               “ นี่ขนาดยังไม่อินนะแม่งทำหน้าจริงจังจนกูขนลุกเลย....” เคนพึมพำ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง“เอ้าไปอ่านหนังสือสอบได้แล้วไป แล้วเจอกันพรุ่งนี้ พี่กลับล่ะ”
              
               “ครับ...แล้วเจอกัน” จูนว่าก่อนจะหันหลังกลับเดินเข้าหอพักไป  ปล่อยให้เคนยืนงงอยู่กับปฏิกิริยาเมื่อครู่ของตนเอง
            
          
               “นี่ทำไมกูถึงคิดไปไกลขนาดนั้นวะ.....” 




              .............................................................



              To be continued.....

edit @ 14 May 2013 23:13:08 by p.k.a

Comment

Comment:

Tweet