[LS fic] The story of the three tragedians I : And here's the end

posted on 27 Jul 2008 04:49 by pkagoldfish  in fanfic
The Story of the Three Tragedians

Chapter1 And here’s the end


" เอาล่ะ ...จะพูดออกมาได้หรือยังว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง " ชายร่างสูงถามค้อมตัวลงมาโดยใช้มือทั้งสองข้างยันเป็นหลักเอาไว้ที่มุมทั้งสองข้างของโต๊ะสแตนเลสเย็นเฉียบ ดูจากผมสีดอกเลาที่ปรากฏอยู่บนเส้นผมประกอบกับริ้วรอยที่เกิดจากความเครียดแล้วคงจะอายุประมาณ 50 ปี ชุดเสื้อโค้ทยาวกับด้ามปืนถูกซ่อนอยู่ภายในซองหนังที่คาดอยู่กับอกนั้นบ่งบอกอาชีพของเขาได้เป็นอย่างดี


"จะให้ผมพูดอะไรล่ะครับ สารวัตร" ชายหนุ่มผู้ที่ควรจะตอบคำถามกลับเป็นฝ่ายตั้งคำถามแทน ดวงตาสีน้ำตาลดูเหม่อลอยหาได้สนใจคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่
"เข้าใจย้อนนะ...."เจ้าของตำแหน่งกัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ


ตึง ! เสียงฝ่ามือหนาด้านกระทบลงบนโต๊ะด้วยความโมโห


"บอกมา! ว่านายเอาเขาไปไว้ที่ไหน !! สึกิฮาระ ยูน่ะ!!" ความโกรธเกรี้ยวถูกระเบิดออกมาหลังจากที่ต้องอดทนกับผู้ต้องหาในคดีลักพาตัว คนนี้มานานกว่า 10ชั่วโมง....


10กว่าชั่วโมงที่เขาและเจ้าหน้าที่พยามยามเกลี้ยกล่อม หลอกล่อให้อีกฝ่ายเปิดปากพูดถึงเหยื่อ ....นาย สึกิฮาระ ยู...ที่หายตัวไปจากอพาร์ตเมนท์เมื่อเกือบสามอาทิตย์ก่อน แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็ไม่มีทีท่าว่าผู้ต้องสงสัยจะยอมพูดอะไร


“.......”
ใบหน้าคมของชายหนุ่มอายุคราวลูกยังคงนิ่งเฉย ความนิ่งสงบบางอย่างในดวงตาคู่นั้นทำให้ สารวัตรร่างสูงต้องถอยหลังกลับไปอยู่ที่อีกมุมของห้องด้วยความเหนื่อยหน่าย มือแกร่งล้วงหยิบเอาไฟแช๊คและซองบุหรี่ยับๆออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะต้องขว้างซองนั่นทิ้งอย่างอารมณ์เสียเมื่อพบว่าสิ่งที่ต้องการนั้นไม่มีเสียแล้ว


“นี่...สารวัตรครับ” แต่ก่อนที่จะได้หันไปสั่งลูกน้องให้วิ่งออกไปซื้อมาให้นั้น เสียงของชาย หนุ่ม ที่นั่งอยู่ตรงกลางห้องดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ดูเรียบเฉยนั้นหันมามอง
"ถ้าคุณอยากรู้นักล่ะก็...." เขาหยุดก่อนที่ริมฝีปากคู่นั้นจะขยับ คลี่เป็นรอยยิ้มยากจะเข้าใจความหมาย

"ผมจะเล่าให้ฟัง"

††††††††††††††††††



ฝ้าเพดานค่อยๆเปลี่ยนสี จากเทาหม่นเป็นสีขาวสว่างตาเพราะยามเช้าที่ คืบคลานเข้ามาช้าๆ

....เช้าแล้ว...

ผมคิด ยังไม่ละสายตาออกจากรอยเปื้อนเล็กๆบนเพดาน จุดเล็กๆสีดำ ที่ยิ่งจ้องก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่ามันจะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความรู้สึกมืดดำในใจที่ค่อยๆขยายตัวออกไปจนในตอนนี้แทบจะไม่เหลือคำว่า “หัวใจ” ให้เห็นอีกแล้ว ทั้งหมดมันเป็นเพราะความเกลียด ความชิงชังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันเริ่มจากสิ่งนั้น และ มันก็จะจบด้วยสิ่งนั้น


ผมยันตัวลุกขึ้นนั่ง มองไปยังนาฬิกาสีเงินที่แขวนอยู่บนผนังห้อง เข็มสั้นชี้ไปยังเลขเจ็ด เข็มยาวชี้ไปที่เลขหก


....วันนี้คงจะมีเรื่องให้ทำเยอะเลยทีเดียว...


คิดได้แบบนั้นก็ลุกขึ้นจากเตียง จัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่คิดว่าคงจะไม่ได้ใส่อีกแล้ว


...เสื้อยืดสีเหลือง....


ผมเกลียดมันจัง ผมคิดเมื่อหันไปมองกระจกแล้วเห็นภาพของตัวเอง ผมตัดสั้นย้อมสีทอง เครื่องประดับ ต่างหู แหวน นี่มันไม่ใช่ผมเลยซักนิด

แต่ก็ช่างมันเถอะ วันนี้ คือวันสุดท้ายแล้ว ผมไม่คิดจะอาลัยอะไรกับมันนัก

ผมออกจากบ้านตอนแปดโมงครึ่ง ขับรถออกจากอพาร์ทเมนท์ โดยไม่ลืมที่จะแวะซื้อของที่ต้องการในซูเปอร์มาร์เก็ตระหว่างทาง หอบของขึ้นรถเหลือบตามองดูปริมาณน้ำมันในถังน้ำคงจะพอไปได้ถึงจุดพักระหว่างทาง ผมคิดแบบนั้นแล้วก็ขับรถมุ่งหน้าออกนอกเมือง

ถนนขาออกจากเมืองดูโล่งตาต่างจากอีกด้านที่การจราจรค่อนข้างจะหนาแน่น อาจจะเป็นเพราะว่านี่เป็นวันธรรมดาก็ได้ สภาพการจราจรถึงได้อำนวยให้ผมขับรถไปได้อย่างสบายใจแบบนี้ ยิ่งบวกกับเสียงเพลงที่ลอยออกมาจากลำโพงด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก


...Be careful of my heart, heart
Be careful of this heart of mine
Be careful of my heart, heart
It just might break and send some splinters flying
Be careful of my heart, heart
Be careful...


มันอาจจะเป็นเพราะเรื่องที่ผมกำลังจะไปทำด้วยก็ได้ ถึงได้อารมณ์ดีแบบนี้ ความรู้สึกที่ว่า ทุกอย่างกำลังจะจบลง มันช่างน่าตื่นเต้นจนแทบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว

ขับรถตรงไปได้ซักหน่อย ก็ถึงจุดพักระหว่างทาง ผมรีบเปิดไฟเลี้ยว เลี้ยวเข้าไปตรงส่วนของปั้มน้ำมัน จอดเทียบตามที่พนักงานโบกรถให้ กลิ่นน้ำมันลอยเข้ามาแตะจมูกทันทีที่กระจกหน้าต่างเลื่อนลง

”ยินดีต้อนรับครับ...ไม่ทราบว่าจะเติมเท่าไหร่ดีครับ” เสียงพนักงานของปั๊มดังขึ้นอย่างแข็งขัน
“เต็มถัง...”ผมตอบ ก่อนจะเหลือบมองไปทางหลังรถ “แล้วข้างหลังนั่นก็เหมือนกัน”
เขาพยักหน้ารับคำ ก่อนจะไปจัดการตามที่ผมบอก ผมเหลือบมองตามพนักงานคนนั้นจากกระจกมองหลัง ท่าทีขะมักเขม้น แบบนั้นทำให้อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนจะหันกลับมาสนใจกับเสียงเพลงที่ดังควบคู่ไปกับเสียงน้ำมันที่ค่อยๆไหลเข้ามาอยู่ในตัวถัง


สถานที่พักรถไม่มีเสียงเด็กร้องไห้กระจองอแงเหมือนอย่างคราวก่อนที่แวะเวียนมา รถแวนสำหรับครอบครัวที่ดูจะเหมือนกันไปหมด กลับกลายเป็นรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เพ้นท์สีสันลวดลายแสบตา ในขณะที่ภาพของครอบครัวที่พ่ออุ้มลูกเอาไว้กับอกกับแม่ที่เตรียมจะจ่ายเงินซื้อซอฟต์ครีมให้ลูกถูกแทนที่ด้วยภาพของพนักงานขับรถบรรทุกร่างสันทัดกำลังหยอดเหรียญชื้อบุหรี่หรือกาแฟมาเติมพลัง ผู้คนดูบางตาไปมาก แต่นั้นก็เป็นเรื่องที่ดี


...ดีมากเลยทีเดียว....


“เรียบร้อยแล้วครับ ทั้งหมด หกพันเยนครับ”


ผมหันไปมองเจ้าของเสียง...พนักงานคนเดิมนั่นเอง...คิดแบบนั้นก็ดึงกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋าหลัง แล้วส่งแบงค์หมื่นเยนให้ไปหนึ่งใบ

“จะไปแคมป์เหรอครับ”เขาถามพลางรับเงินที่ยื่นให้

ผมเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้น โดยการขยับนิ้วเคาะประตูรถเบาๆ ซึ่งเขาเองก็คงจะสังเกตเห็นจึงรีบนับแบงค์พันเยนสี่ใบส่งคืนมาให้ ผมพับเงินใส่กระเป๋าสตางค์เสร็จก็จัดแจงสตาร์ทรถแล้วออกจากปั้มน้ำมันทันที

...เสียเวลามากไม่ได้...

ผมคิดเมื่อมองหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ บอกเวลา สิบเอ็ดโมงกว่าแล้วเดี๋ยวจะไม่ทันนัดทานข้าวมื้อเที่ยงนัดสำคัญ

................................


พระอาทิตย์ลอยสูงขึ้นเกือบจะกึ่งกลางหัว ผมเลี้ยวรถออกจากถนนใหญ่มุ่งหน้าผ่านตัวเมืองเล็กๆที่เงียบๆสงบแห่งหนึ่งลึกเข้าไปด้านในเป็นภูเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้หนาแน่น ใบไม้สีเขียวที่เคยเห็นเมื่อครั้งก่อนเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ถนนเส้นเล็กๆตัดเลาะเรียบริมลำธาร น้ำไหลส่วนทางกับการเคลื่อนตัวของรถ ผมเลี้ยวรถอีกครั้งเมื่อมาถึงทางแยก คราวนี้ถนนที่ผมมุ่งหน้าไปนั้นเป็นเพียงถนนที่ถางหญ้าถางป่าเอาไว้พอเป็นทาง แต่นั้นก็ไม่ทำให้รถของผมเคลื่อนตัวไปได้อย่างยากลำบากเท่าใดนัก ผมมุ่งหน้าลึกเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนภาพทิวทัศน์รอบด้านเปลี่ยนเป็นต้นไม้สูงยืนต้น ใบที่เริ่มเปลี่ยนสี ปกคลุมทับซ้อนกันเกิดเป็นเงาสลัวจนไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นเวลาเที่ยงวัน

ผมจอดรถเมื่อขับมาถึงจุดหมาย ผมเดินลงจากรถ คว้าถุงของที่ซื้อมากจากซุปเปอร์ และถังแกลลอนจากหลังรถมาพร้อมกัน เสียงประตูรถที่ปิดลงจนเกิดเสียงดังทำให้นกป่าที่แฝงตัวอยู่ตามต้นไม้บินแตกออกไป ผมแหงนหน้ามองภาพเงามือของฝูงนก ก่อนจะหันมามองดูภาพที่อยู่ตรงหน้า ศาลเจ้าที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง หลังคากระเบื้องเก่าคร่ำหลุดตกลงมาแตกอยู่กับพื้นทำให้ตอนเดินเข้านั้นต้องระวังเป็นพิเศษ บานประตูกระดาษก็ขาดไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับผนังไม้ที่ผุเป็นรูใหญ่ อากาศโดยรอบนั้นหนาวเย็นจนน่าประหลาดใจ


แต่สถานที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นนี่ล่ะ ที่ผมนัดคนสำคัญเอาไว้


ผมค่อยๆเดินผ่านพงหญ้า แล้วเดินขึ้นระเบียงทางเดินเข้าไปเปิดประตูบานเลื่อนเก่าๆออก

“รอนานมั้ย ยู” ผมทักทายคนที่คอยผมอยู่ด้านใน สึกิฮาระ ยูชายหนุ่มผมแดงที่เพียงแค่พูดถึงก็เป็นต้องร้องอ๋อออกมากันทุกราย คนดังของมหาวิทยาลัย คนรักของผมเอง

ผมไม่ได้ยินเสียงตอบ นอกจากเสียงดังกุกกักจากมุมมืดของห้องเท่านั้น

...งอนอีกล่ะซิ่... ผมยิ้ม แต่ก็ไม่ได้สนใจ

ภายในของศาลเจ้านั้นเป็นห้องขนาดใหญ่ที่แต่เดิมผมคิดว่าคงจะมีไว้เพื่อทำพิธีกรรมและสวดมนต์ แต่หลังจากถูกทิ้งให้ร้างทั้งหิ้งบูชาถูกละเลยให้ฝุ่นจับเขรอะ หยากไย่ โรยตัวระโยงระยางจากด้านบนลงด้านล่าง ไม่เว้นแม้แต่บนคานสูงที่อยู่เหนือหัว ทุกลมหายใจสูดเข้านั้นสามารถรับรู้ได้ถึงความเก่าของสถานที่เลยทีเดียว ผมเดินเข้าไปด้านใน วางสัมภาระทั้งหมดที่ถือมาลงตรงหน้าหิ้งบูชา พื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นทำให้ผมเลือกที่จะดึงเอาผ้าพลาสติก ขึ้นมาปูรองก่อนจะวางกล่องข้าว ขนมคบเคี้ยวต่างๆและน้ำดื่มที่ซื้อมาจากซูเปอร์ฯลงด้านบน ผมเตรียมทุกอย่างมาพร้อม ทุกอย่างที่เขาน่าจะชอบ

“หิวรึเปล่า...”ผมถาม พลางเตรียมตะเกียบ และรินน้ำใส่แก้ววางให้เรียบร้อย

“..................” แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ

“ไม่เอาน่า...อย่างอนซิ่ มาช้าไปนิดเดียวเอง...”ผมยิ้มพลางหยิบข้าวขึ้นมาหนึ่งกล่อง ก่อนจะเดินไปหาคนที่อยู่อีกด้านของห้อง นั่งลงตรงหน้า เอามือวางไว้บนเข่าของเขา “ไม่งอนนะ” ผมยิ้มให้ เหมือนอย่างทุกทีที่มันมักจะได้ผล

“............” ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้พูดตอบอะไร นอกจากดวงตาคู่สวยที่เป็นประกายในเงามืด จ้องมองมา....อา....โกรธจริงๆด้วย
“ฉันแวะซื้อข้าวกล่องมาน่ะ...มีซาซิมิด้วยนะ ของชอบไม่ใช่เหรอ”ผมยื่นมือไปหมายจะแตะใบหน้าของเขา แต่...

เผี้ยะ! ความเจ็บแปลบแล่นเข้ากระทบระบบประสาท เมื่อมือของเขาฟาดเข้าที่มือของผม ปัดออกห่างอย่างไร้เยื่อใย ผมมองรอยแดงที่อยู่บนมือก่อนจะยิ้มอีกครั้ง

“ไม่เอาน่า นายคงจำได้นะว่า คราวก่อนที่นายทำให้ฉันโมโหมันเป็นยังไง...สามวันเชียวนะ ยูนายจะทนแบบนั้นได้เหรอ” ผมขยับกล่องข้าวที่อยู่บนฝ่ามือไปมา หมิ่นเหม่แทบจะหล่นลงมาอยู่บนพื้น
”ว่ายังไง...จะทานข้าวด้วยกันดีๆหรือเปล่า”ผมถามเขาอีกครั้ง ในคราวนี้ผมได้ยินเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
”ดีแล้ว...งั้นเอานี่ไปนะ เดี๋ยวจะไปเอาน้ำมาให้”ผมส่งกล่องข้าวให้อีกฝ่าย ก่อนจะลุกมาหยิบน้ำให้อย่างที่บอก และทันทีที่หันหลังให้ ผมได้ยินเสียงกล่องพลาสติกถูกแกะออกอย่างร้อนรน


...นี่คงจะหิวมากจริงๆซะด้วย....

ผมเดินกลับมานั่งตรงหน้าของอีกฝ่าย ยื่นแก้วน้ำให้ ก่อนจะลงมือจัดการกับอาหารมื้อแรกของวันที่อยู่ตรงหน้าบ้าง ระหว่างที่เราสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน ผมรู้สึกได้ถึงสายตาของอีกฝ่ายที่จับจ้องผมอยู่ตลอดเวลา

“มีอะไรจะบอกเหรอ” ผมถามพลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“...นายไม่มีทางรอดไปได้แน่... คิโย...ทุกๆคน ทุกๆคนจะตามหาฉัน” เขาพูดด้วยเสียงแหบพร่า มือเรียวที่จับแก้วน้ำอยู่นั้นสั่นระริก ผมไม่แน่ใจว่าสั่นเพราะร่างกายนั้นกำลังเตือนอยู่หรือเปล่าว่าพลังงานที่เก็บสะสมไว้กำลังจะหมดลง หรือเป็นเพราะความกลัวที่ในใจที่มันสะสมพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆตามวันเวลา


แต่ถ้ากลัวมากล่ะก็.... ดี....กลัวเข้าไป แบบนั้นล่ะ


“ตามหา? ทุกๆคน” ผมพยายามนึกตามคำที่เขาพูดก่อนจ้องหน้าของเขา“ทุกคนที่นายว่าเนี่ยทาเคโมโตะ คณะแพทย์? อิชิดะ สถาปัตย์ฯ? คุโรกาว่า คณะบัญชี หรือว่า มิจิยาม่า คณะอักษรฯล่ะ?? จะให้คนทั้งมหาวิทยาลัยมาตามนาย....ดีมั้ย ยู”ผมยิ้ม รายชื่อคนที่คงจะสงสัยว่าในตอนนี้ สึกิฮาระ Yasuhiro หรือ ยูที่ทุกๆคนรู้จักกันนั้นหายไปไหน คงจะยาวเป็นหางว่าว
“น่าเสียดายนะที่ทุกๆคนของนายคงจะมาไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้หรอกว่านายอยู่ที่ไหน”
ผมขยับตัวเข้าไปดึงผมสีแดงนั่นให้ออกมามองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านนอกบานประตูที่ปิดสนิทมาตลอด 3วันที่ผ่านมา
“เอ้า! ดูซิ่ ดูซะให้เต็มตา ว่านอกจากต้นไม้ ต้นไม้ และ ต้นไม้แล้ว นายมองเห็นอะไรบ้าง บอกได้มั้ยว่ากำลังหายใจอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้!!”


สิ่งที่อยู่ใต้ฝ่ายมือของผมสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะมีเสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้นให้ได้ยิน

“ไม่!! หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้นะ!! นายกำลังจะทำให้ฉันอารมณ์เสียไปมากกว่านี้... ”ผมผลักเขาไปอีกทาง เสียงร้องไห้นั่นมันก็แค่การบีบน้ำตา มารยาเหมือนอย่างทุกครั้งที่ทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ คนๆนี้ไม่เคยสนใจหรอกว่าเขาจะต้องทำอะไรบ้าง

แต่เขาก็ยังไม่หยุด

“ทำไม....ฮึก.....ทำไมต้อง....ต....ต้องทำแบบ...นี้.....ฮึก...”เสียงสะอึกชวนสะอิดสะเอียนดังขึ้นอีกครั้ง
“ฉันบอกให้นาย....หยุด....ร้อง.... ”ผมแทบจะยกมือขึ้นปิดหู
“ทำไม!....ไม่... ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉัน!!” เขาร้องตะโกนเสียงดังราวกับคนบ้า หมายจะวิ่งออกไปแต่เพียงแค่ไม่กี่ก้าว


เคร้ง!!


เสียงโลหะกระทบกันก่อให้เกิดเสียงดังพร้อมๆกับร่างนั้นล้มลงไปนอนอยู่กับพื้นเพราะโซ่เหล็กหนาที่ผมซื้อมาล่ามข้อเท้าสวยๆนั้นให้ติดกับเสาไม้ต้นใหญ่ของศาลเจ้า


...โซ่ที่ซื้อมานี่ดีจริงๆ ... ผมหัวเราะเบาๆ


“...ปล่อยฉันไป...ปล่อยฉันเถอะ...นะ...นะ....” เป็นใครก็คงไม่อยากจะเชื่อสายตา ว่า ยูชายหนุ่มผมแดงคนดัง ที่มักจะเดินอย่างมาดมั่นอยู่ในมหาวิทยาลัย บัดนี้จะคลานอยู่กับพื้นอย่างหมดทางสู้ เข้ามาเกาะที่ขาของผมพลางเขย่า...ขอร้อง....อ้อนวอนสารพัด


“อืม...เอายังไงดีนะ นายกินอิ่มรึยยังล่ะ” ผมถาม


เขาพยักหน้าทั้งน้ำตา รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างมีความหวัง


“ดีมาก...พูดง่ายๆแบบนี้ทุกอย่างก็เรียบร้อยไปนานแล้ว” ผมพูดพลางเลือกเอากุญแจหนึ่งดอกออกมาจากพวงกุญแจรถ ก่อนจะก้มลงไปไขคลายล๊อคนั่นออกจากข้อเท้าที่เขียวคล้ำ ก่อนจะยืนขึ้นมองร่างบางที่กึ่งนั่งกึ่งหมอบอยู่กับพื้น

“นายกินอิ่มฉันก็ดีใจแล้ว ยู” ผมยิ้ม

“ใช่ ใช่ ฉันกินอิ่มแล้ว...ที่นี้นายจะปล่อยฉันแล้วใช่มั้ย...ฉันสัญญานะ คิโย...สัญญาว่าจะทำทุกอย่างเลย...อะไรก็ได้ที่นายจะพอใจ...นะ...นะ” เขาอ้อนวอนไปพลางเขย่าขอผมไปพลาง...ดีจริง...ผมหัวเราะเบาๆ
“ก็ดีแล้วล่ะ... ”ผมเอื้อมมือไปด้านหลัง หยิบเอาวัตถุแข็งเย็นเฉียบที่ผมเหน็บอยู่ตรงเอวกางเกงออกมา

“เพราะฉันคงบาปแย่ถ้า นายไม่ได้กินมื้อสุดท้ายก่อนตาย”


กริ๊ก...


เสียงของวัตถุเย็นเฉียบบนมือส่งเสียงเตรียมพร้อม สะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท เลยผ่านศูนย์ตรงปลายปืนไป ผมมองเห็นสีหน้าที่แสดงให้เห็นถึงความกลัว ใบหน้าสวยนั่นซีดเผือด...

มันเป็นเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ก่อนที่


เปรี้ยง!!


...เลือดสีแดงสด ลมหายใจที่ขาดช่วงและสัญญาณของชีวิตที่ค่อยๆจางหาย ร่างบางที่กระตุกเกร็งก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงนั้น...


ไม่ได้อยู่ตรงหน้าผม


ชายหนุ่มผมแดงวิ่งไม่คิดชีวิตออกไปยังป่ารกด้านนอก เสียงใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ
เรียกความสนใจให้ผม หลับตาลงข้างหนึ่งเพื่อเล็ง แล้ว ยิงอีกครั้ง

เปรี้ยง!!

เสียงปืนลั่นปล่อยลูกกระสุนให้วิ่งแหวกอากาศไปฝังอยู่ในเปลือกไม้ของต้นสนใหญ่ทางด้านซ้าย ยูคงจะพาตัวเองที่ไม่ได้กินอะไรกว่าสามวันให้วิ่งเข้าไปในป่าได้ไม่ไกลนักและเขาไม่มีทางที่จะไปได้ไกลมากกว่านี้ ผมคิดแบบนั้น ก่อนจะออกวิ่งตาม เส้นผมสีแดงยาวสยายที่ปลิวพัดไปตามลมยามที่เขาสาวเท้าวิ่งไปข้างหน้า ด้วยหมายจะเอาชีวิตรอดนั้นช่างเป็นเป้ายิงที่สวยงามกว่าขวดแก้วเก่าๆเป็นไหนๆ ผมฝันถึงช่วงเวลาแบบนี้มานาน

นานเหลือเกิน

พอคิดแบบนั้น จุดมุ่งหมายของลูกกระสุนมันก็เด่นชัดขึ้นมาท่ามกลางสีน้ำตาลแดงของใบไม้แห้งของฤดูใบไม้แห้ง

เปรี้ยง!!

ลูกกระสุนฝังตัวลงบนพับขาด้านใน เขาล้มกระแทกลงกับพื้นแทบจะในทันที ผมนึกโล่งใจที่ไม่ต้องวิ่งออกไปไกลนัก ไม่อย่างนั้นแผนการที่ผมอุตส่าห์คิดเตรียมเอาไว้คงจะไม่ได้เอาออกมาใช้เป็นแน่ ผมรีบเดินตามเข้าไปดูผลงงานที่กำลังตะเกียกตะกาย ลากตัวเองไปกับพื้นเพื่อเอาชีวิตรอด

“ไม่ ไม่...ช่วยด้วย...ไม่ ...ไม่!!”

เสียงร้องเรียกทั้งที่สิ้นหวังนั้นทำให้ผมต้องหยุดเขาด้วยการเตะเข้าไปแรงๆที่ข้างลำตัว ซึ่งแน่นอน มันได้ผลร่างบางนั่นขดงอเป็นกุ้งเลยทีเดียว
“ใครใช้ให้นายวิ่ง...มันเปลืองกระสุนรู้หรือเปล่า”ผมนั่งลงข้างๆเขาพลางใช้ปลายปืนดันหน้าสวยๆนั่นให้เงยหน้าขึ้นมามอง
“ท...ทำไมต้องทำแบบนี้...” ใบหน้าที่ใครๆต่างก็มองว่าสวย ตอนนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำตา รอยดิน และ คราบเปื้อนจากอะไรก็ตามที่หกเลอะออกมาจากริมฝีปาก

...มาดูซิ่...มาดู.... คนสวยของใครๆน่ะ...

“ทำไมต้องทำแบบนี้น่ะเหรอ “ผมอยากจะหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชอย่างบอกไม่ถูก
“นี่นาย...”ว่าพลางก็กดปากกระบอกผืนลงบนศีรษะของอีกฝ่าย จนร่างที่สั่นเทานั้นโคลงไปอีกทาง “คงไม่เคยรู้อะไรเลยซิ่นะ...เดินเฉิดฉายให้ทุกคนเขาตกมาเป็นทาส...พอเบื่อแล้วก็สะบัดทิ้งง่ายๆเหมือนของเสีย...”ผมมองลึกลงไปในตาของเขา นี่คงจะคิดว่าผมจะหาคำตอบล่ะซิ่นะ....

ผิดถนัด

ผมมองเข้าไปในตาของเขา ด้วยความรู้สึกเสียดายมากกว่า ...คนที่หน้าตาดีขนาดนี้ ...มันคงจะเป็นข้อดีอีกอย่างนอกจากเรื่องบนเตียงที่สุดยอด

ผมไม่ได้มองหาคำตอบในคำถามนั้นเพราะผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความผิดอะไรของเขาเลย...ไม่ใช่ความผิดของเขาเลยซักนิดเดียว

“นาย....ต้องการอะไร...ทำแบบนี้ทำไม...เพราะฉันเคยนอกใจนายไปหา อาจารย์คาวามูระอย่างนั้นเหรอ” ดูซิ่ พูดทั้งๆที่ปากยังสั่น ยอมรับมาจนได้ว่านอกใจผมไปหาคนอื่นทั้งๆที่...เขาไม่เคยแม้แต่จะได้เข้ามาอยู่ในใจของผมด้วยซ้ำ

”เปล่า..ไม่ใช่หรอก...ที่รัก...”ผมยิ้มให้กับเขา ก่อนจะดึงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันเป็นโทรศัพท์สีเงินสวย ที่ผมยึดจากเขามาเมื่ออาทิตย์ก่อน โทรศัพท์ที่มีแต่ลิสต์รายชื่อของใครต่อใครอยู่เต็มไปหมด แต่ผมก็เลือกขึ้นมาเพียงชื่อหนึ่ง


...ชื่อที่มีความหมายกับผมมากกว่าชีวิตเน่าๆของคนตรงหน้านี้เสียอีก...


เสียงสัญญาณดังขึ้น ทำให้ผมต้องสูดหายใจเข้าปอดลึกในขณะที่ยังใช้ปืนจ่อหน้าของยูนิ่ง หัวใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะ นี่คงจะเป็น ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาที่ผมรู้สึกตื่นเต้นขนาดนี้ ไม่เคยมีอะไร หรือใคร ทำให้ผมหวั่นไหวได้มากเท่ากับคนๆนี้ ไม่เลยจริงๆ

”.....................” เสียงจากปลายสายรับโทรศัพท์ท่าทางร้อนรนไม่น้อย ก็คงเพราะเป็นห่วงเจ้าของเบอร์ล่ะซิ่นะ
”.....................”
”.....................”

เสียงเรียกแต่ชื่อของคนที่ใกล้จะถึงฆาตทำให้รู้สึกเจ็บแปลบ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คงจะไม่รู้สึกเจ็บเท่าผมหรอก...เขาไม่มีวันรู้หรอกว่าผมรู้สึกอย่างไร ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้สนใจต่อเสียงเรียกชื่อนั้น ก่อนจะลดโทรศัพท์ลงมากำเอาไว้หลวมๆ ให้พอที่เสียงจะผ่านเข้าไปได้

” รู้อะไรไหม ยู...ว่าความรู้สึกของคนที่ถูกทิ้งไว้ให้มองแผ่นหลังของคนอื่นนั้นเป็นยังไง...มันเจ็บนะ...เคยเข้าใจหรือเปล่า”ผมถามเขาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ...อย่างน้อยก็พยายามทำให้มันเป็นอย่างนั้น เพราะในใจจริงแล้วนั้นก็เจ็บทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องที่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง
“อ่ะ...ขะ...เข้าใจซิ่ ฉันเข้าใจ....มันเจ็บใช่ไหม ฉันรู้หรอก คิโย ฉันขอโทษที่ฉันนอกใจนายนะ โอเคไหม ปล่อยฉันไปเถอะ นะ นะ”

คนอย่าง สึกิฮาระ ยู จะมาเข้าใจได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้หรอก กับ คนที่เกิดมาเพียบพร้อม แบบนี้ จะขาดก็แต่ นิสัย เสียๆ ที่ไม่มีใครรู้จักอบรม

“ฉันไม่ได้ พานายดั้งด้นมาถึงนี้ เพียงแค่ เพราะอย่างจะสั่งสอน พวก สำส่อนแบบนายหรอกนะ “ ผมขึ้นไกปืน พลาง จรดปากกระบอกลงบนหน้าผากนั้น ร่างทั้งร่างของยูสั่นจนเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับเสียงวิงวอนที่ฟังไม่เป็น ภาษา ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา ผิวแก้มที่มีรอยถลอก และ ดิน

“ฉันพานายมาที่นี่ เพื่อให้อีกคนเขารู้ว่า มันเป็นยังไง กับ การที่ถูกหันหลังให้ เจ็บ และ ทรมาน ต่างหาก... ”

ผมมองใบหน้าที่กำลังจะสิ้นหวังนั้น พลางยิ้ม

เปรี้ยง!!!

เสียงปืนลั่นขึ้นพร้อมกับ เลือดและเศษ ชิ้นเนื้อเนื้อที่สาดกระเด็นไปทั่ว ใบไม้แห้ง ที่ปูรองรับร่างไร้วิญญาณนั้นเอาไว้

“ยู...อันที่จริง ก็ไม่ได้ คิดจะฆ่าหรอกนะ...แต่นายก็สำส่อนจนไม่น่าจะอยู่เป็นคนแล้วล่ะ”

ผมหันมองดูรอบๆตัว รอยกิ่งไม้หัก และ รอยลากตัวเองมาตามทางของ คนที่เพิ่งจะหายไปจากโลกนี้มันยาวพอสมควร เช่นเดียวกับกองเลือด สมอง และชิ้นกะโหลก ที่หลุดกระเด็นไปด้านหลัง ไกลพอสมควร นี่ยังไม่รวม ถึง รอยเลือดที่กระเซ็น โดนหน้าผม และ ต้นไม้ สองด้านนี่ด้วย

“.....................”
”....................”

เสียงเรียกชื่อของคนที่ตายไปแล้ว ดังลอดออกมาจากโทรศัพท์....โอ้...นี่ผมเกือบจะลืมเขาไปแล้ว...

“อันที่จริงเขาไม่น่าจะวิ่ง...ทั้งๆที่ฉัน อุตส่าห์เตรียมที่ให้ตายอย่างดีแล้วเชียว” ผมพูด อดไม่ได้ ที่จะหัวเราะ ออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินเสียง คำรามออกมา ด้วยความคลั่งแค้น จากปลายสาย

”อยากเจอฉันใช่ไหม...รออยู่ที่ ห้องของยูก็แล้วกัน” ผมกรอกเสียงลงไปก่อนจะตัดสาย แล้ว เอาโทรศัพท์นั่นใส่กระเป๋ากางเกง แล้ว เดิน กลับไปที่ตัว ศาลเจ้านั่นอีกครั้ง เพื่อ เอาอุปกรณ์ที่เตรียมเอาไว้เมื่อตอนขามามาจัดการกับศพ...อย่างน้อย...ก็คงจะเป็นเรื่อง ดีๆอย่างเดียว ที่ผมอยากจะทำให้กับ ผู้ชายผมแดงคนนี้


††††††††††††††††††

“แล้วนายก็เลยจัดการห่อศพฝังดิน แล้วก็ เผาหลักฐานในที่เกิดเหตุทิ้งซิ่นะ” เสียง สารวัตร ถาม ดวงตาของเขาจ้องมองชายหนุ่มเขม็ง เมื่อได้รับ ฟังคำบอกเล่าทั้งหมดของเหตุการณ์สยองนี้จนหมด

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลยิ้มน้อยๆ ให้กับอีกฝ่ายก่อนจะเอนหลังลงกับพนักเก้าอี้ ดวงตาคู่นั้นมองกลับมาราวกับจะถามอย่างเย่อหยิ่งว่า “อยากจะทราบอะไรเพิ่มไหมครับ คุณตำรวจ”

“เทราดะ!”น้ำเสียงทรงอำนาจดังขึ้น เรียกให้นายตำรวจเจ้าของชื่อ ที่นั่งฟังคำสารภาพของ อิโนะอุเอะ คิโยโนบุ อยู่อีกฝั่งนึงของ กำแพง ต้องสะดุ้งเฮือก

”ครับ “ เสียงอู้อี้ ดังขึ้นผ่าน ลำโพงของ อินเตอร์คอม ที่ต่อเข้าไปด้านใน

”ไปตามหารายงาน กับ ทางตำรวจดับเพลิงว่ามีการแจ้งเหตุไฟไหม้ ในเขตป่า แถวไหนในบริเวณ หกสิบกิโลเมตร ช่วง สามอาทิตย์ที่ผ่านมาบ้างหรือเปล่า ด่วนนะ” เขากำชับจนแทบจะเรียกได้ว่าตะคอก แต่ ดวงตาคมของสารวัตรผมสีดอกเลาก็ยังไม่ละจากใบหน้าเรียบเฉยของผู้ต้องสงสัย ตอนนี้เขายังหาหลักฐานมามัดตัวชายหนุ่มผมสีน้ำตาลตรงหน้าไม่ได้ เพราะที่จับตัวคนๆนี้ได้มาก็มีเพียงแค่ คำบอกเล่าจากปากของพยานที่ “ไม่มีเสียง”เท่านั้น

“คุณรีบหาหน่อยล่ะ...ผมไม่แน่ใจนักว่า พลาสติกที่ผมห่อเอาไว้มันจะกันพวกหนอนพวกแมลงได้มากขนาดไหน”

ผู้ต้องสงสัยมองใบหน้าของสารวัตร พลางยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะเหม่อมองออกไปอีกทาง ไม่ได้แสดงท่าทางสำนึกผิด และไม่ได้แสดงท่าทางใดๆ ที่บ่งบอกว่าจะหลบหนี ราวกับว่า เรื่องราวทุกอย่างมันได้จบลงไปแล้ว พร้อมๆกับชีวิตของ สึกิฮาระ ยู ที่ในตอนนี้ คงจะนอนนิ่งอยู่ใต้ชั้นดินในป่าที่ไหนซักแห่งหนึ่ง แต่สารวัตรรู้ดีว่า มันน่าจะมีอะไร ที่มากกว่านั้น

...เรื่องนี้เหมือนจะจบแล้ว...แต่มันยังไม่จบซิ่นะ อิโนะอุเอะ...


-end of story no.1-

edit @ 27 Jul 2008 04:53:51 by p.k.a

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อิโนะจัง!!!!!!!!!!!!! ทำไมเรื่องนี้ร้ายงั้นล่ะลุง!!!!

ลุ้น ๆๆ ใครจะออกมาเกี่ยวข้องเป็นคนต่อไป (เพี้ยง... ตี๋ถึก ๆๆ)

#1 By เห็ด on 2008-07-31 01:05