[LS fic] The stories of the three tragedians II: A tale from the dark
posted on 27 Jul 2008 13:48 by pkagoldfish in fanficเสียงเครื่องปรับอากาศดังอยู่ท่ามกลางความมืดที่ด้านหลังของผม ความเย็นเยียบแผ่นซ่านไปทั่วร่างกายอาจะเป็นเพราะอุณหภูมิจากพื้นผิวเรียบเย็นของเตียงโลหะที่ผมใช้เป็นที่พักพิงนี่ก็เป็นได้ ทั้งห้องไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดที่จะส่งเสียงได้ นอกจากนาฬิกา หน้าปัดกลมสีขาวซีดไร้ชีวิตชีวา บอกเวลา 4 นาฬิกา กับอีก 7 นาที ผมถอดถอนหายใจที่ไม่มีเสียง ผมรู้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะต้องก้าวเข้าไปสู่แสงสว่างที่อยู่ด้านหลังนั่นเสียที แต่ผมยังทำไม่ได้ ผมยังไปไม่ได้ เพราะความจริงมันยังไม่ถูกเปิดเผย อย่างน้อยก็ยังไม่เสียทั้งหมด
และมันอัดอยู่ในอก เจ็บอยู่ในหัว ผมอยากจะระบายความอัดอั้นตันใจนี่ออกไปให้หมดเสียที แต่ผมก็ทำไม่ได้ ผมยังรู้สึกเจ็บปวด และคงทำได้แค่รอให้ความรวดร้าวที่ฝังอยู่นี้มันถูกเอาออกไปเสียที
ใช่...ผมใช้คำว่าถูก เพราะทำเอามันออกไปเองไม่ได้
ผมทำไม่ได้แม้แต่จะกลับบ้าน
และการขอความช่วยเหลือ...เสียงของผมส่งไปไม่ถึงอีกแล้ว...
.................................
ตึกสูงตั้งตระหง่านใจกลางเมือง แม้ไม่ได้อยู่ในย่านการค้า หรือ ธุรกิจ แต่กลับ มีผู้คนเดินเข้าออกกันขวักไขว่ บ้างก็เดินมาเพียงลำพัง บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม บางคนมีสีหน้าเคร่งเครียด แต่บางคนก็ เดินหัวเราะร่วนมากับเพื่อน และเกือบจะทุกคนอยู่ในชุดฟอร์มสีกรมท่าเข้ม บนบ่าประดับดาวบอกยศตำแหน่ง ศีรษะสวมหมวกประดับตาดูภูมิฐาน
"โทษทีนะ ขอทางหน่อยๆ!" เสียงตะโกนดังขึ้นจากทางบันไดหน้า ชายสูงวัยร่างสูง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ตรงข้างอกมีกระบอกปืน ประจำกายแขวนติดแน่น อยู่เหมือนเช่นทุกๆวันที่ปฏิบัติหน้าที่ ท่าทางรีบร้อนของเขา ที่วิ่งไปพลาง พยายามใส่เสื้อสูทไปพลาง เรียกรอยยิ้มได้จาก เจ้าหน้าที่หลายคนที่เดินเข้าตึกมาเพื่อปฏิบัติงาน
"นั่นใช้ สารวัตร จาก สน.56 หรือเปล่า" เสียง นายตำรวจ คนหนึ่งที่เดิน ตามหลัง คนที่วิ่งกระหืดกระหอบมาเดินตรงเข้าไปถาม นายตำรวจหญิงฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่นั่งอยู่ ตรงโต๊ะในห้องโถงที่ชั้นล่างของตึก หญิงสาวเหลียวไปมองเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
"สงสัยคงจะมา ธุระกับฝ่ายพิสูจน์หลักฐานน่ะค่ะ"
"อ้อ...นั่นซิ่นะ เจอผู้เคราะห์ร้ายเมื่อวันก่อนนี่นา... หากันตั้งสองอาทิตย์กว่าจะเจอ... นี่เป็นเพราะผู้ต้องสงสัยเล่าเรื่องออกมาเองหรอกนะ ถึงหาเจอ..." นายตำรวจคนนั้นว่าพลางส่ายหน้า เพราะคดีที่มีนาย อิโนะอุเอะ คิโยโนบุ เป็นผู้ต้องสงสัยนี้ ดูจะแปลกมากเสียเหลือเกิน เมื่อ ผู้ต้องสงสัย ไม่มีทีท่าว่าจะหนี ในตอนที่ถูกจับ ซ้ำยัง ทำหน้าราวกับ พึงพอใจมากเสียด้วย ชายหนุ่มละสายตาไปยังร่างสูงของชายสูงวัยที่หายเข้าไปในลิฟท์ขึ้นไปยังขั้นบน ก่อนจะถอนหายใจออกมา
" เห็นว่าจะขอออกจากราชการก่อน...นี่สงสัยคงต้องยืดแผนไปหน่อยล่ะมั้ง"
...........................
เสียงรองเท้าหนัง สึกไปตามกาลเวลา กระทบกับพื้นปูกระเบื้องพลาสสติก สีเขียวขาวซีดดูเซียว ไร้ชีวิตชีวา เช่นเดียวกับ อากาศรอบด้านนั้น ดังสะท้อนไปทั่วโถงทางเดินที่ไร้ผู้คน กองพิสูจน์หลักฐานนั้นทำงานโดยแยกเป็นห้องแล็ป เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างปฏิบัติงานกันอย่างเคร่งเครียด อยู่ด้านหลังบานกระจกของห้องแล็ปมิได้สนใจว่าใครจะเดินผ่านไปมา สารวัตรร่างสูง ก้าวเท้ายาวๆอย่างรีบเร่ง เดินเลี้ยวไปยัง ห้อง เก็บศพซึ่งอยู่ลึกเข้าไปด้านในของตัวอาคารที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต
บานประตูเหล็กเย็นเฉียบ ที่มี ช่องหน้าต่างทรงกลม อยู่คนละข้างของบานประตูถูกผลักให้เปิดออก กลิ่นสารเคมีฟุ้งตลบ เช่นเดียวกับกลิ่น ของดินและ ที่เลวร้ายที่สุดก็คงจะเป็น กลิ่นจากศพ ที่ถึงแม้จะถูกกลบด้วย กลิ่นสารเคมี ที่ใช้ในการฆ่าเชื้อบ้าง แต่ก็ยัง หลงเหลือให้พอได้คลื่นเหียนบ้าง
"เราได้อะไรบ้าง " สารวัตรผมสีดอกเลา รีบ เดินไปหยิบหน้ากากผ้ามาคาดจมูกทันที พร้อมทั้งสวมถุงมือยางเรียบร้อยก่อนจะเดินมาชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสันทัด ที่อยู่ในชุดเครื่องแต่งกายคล้ายแพทย์ ผ้ากันเปื้อนทำจากหนังสีดำทำให้มองไม่ค่อยเห็นนักว่ามีรอยเปื้อนอะไรเปรออยู่
"ไม่คิดว่า สารวัตรจะมาเอง... ผมมีอะไรดีๆให้ดูเยอะเลยครับ"ใบหน้าที่มีเคราขึ้นรกครึ้มนั้นฉีกยิ้มกว้างทั้งๆที่ หน้ากากพลาสติกที่ดึงมาปิดใบหน้านั้นเอาไว้ยังงมีของเหลวคล้ายน้ำเหลืองติดอยู่เล็กน้อย
"ไม่ต้องมายิ้มเลย ยามาดะ...คุณก็รู้ว่า ผมไม่ชอบมุกตลกในที่ทำงาน"
ทั้งสองคนยืนอยู่ใต้แสงไฟสว่างจ้าของโคมไฟที่ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่อยู่ในห้องผ่าตัด ยามาดะลากเอารถเข็นที่ใส่อุปกรณ์สำหรับชัณสูตรเข้ามาใกล้ มือหนึ่งหยิบคีมขึ้นมาจากถาด ในขณะที่ปลายเท้า ก็ขยับเขย่งปรับแสงไฟให้ฉายลงมาถูกองศา
"เราได้อะไรคืบหน้าบ้างไหม..." สารวัตรถามเสียงอู้อี้จากใต้หน้ากาก เขามองดูร่างไร้วิญญาณที่แน่นิ่งอยู่บนเตียงชันสูตรด้วยสายตาเรียบเฉย ความตายไม่ได้ทำให้เขากลัวเช่นเดียวกับเลือดหรือน้ำเหลือง แต่มันเป็น ความมาดร้ายที่ถาโถมเข้าใส่กันจนก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบนี้มากกว่าที่ทำให้จิตใจของเขาร้อนรุ่ม อยากจะช่วยหาความจริง และ ความยุติธรรมให้กับร่างที่ไร้วิญญาณนี้
"ตรงตามคำให้การของผู้ต้องหา...เขายิงผู้ชายคนนี้ ที่กลางหน้าผาก...ศพสภาพยังนับได้ว่าดี จากภาพถ่ายที่หน่วยพิสูจน์หลักฐานได้มา เขาถูกห่อไว้อย่างดี...นั่นช่วยเราได้มากเลยที่จะเก็บรายละเอียด..."ชายร่างท้วมกล่าว ก่อนจะเขย่งตัวขยับไฟเหนือหัวให้ส่องลงบนใบหน้าของศพที่แม้จะเน่าเปื่อยผิวหนังเริ่มหลุดรุ่ย บางส่วนกำลังจะแห้ง แต่ก็ยังพอหลงเหลือให้ได้เก็บรายระเอียด "ดูจากผิวหนังรอบบริเวณปากแผล เขาคงจะกดปากกระบอกปืนลงไปแบบนี้...ประหารกันเลยะล่ะ..." ยามาดะว่าพลางทำท่าตาม
สารวัตรร่างสูงทำเสียงในลำคอ ทั้งแสดงความเข้าใจ และคับแค้นใจแทนชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงโลหะเย็นเฉียบ
"ต้องมาตายแบบนี้ ไม่ได้ทำพิธีตามศาสนา วิญญาณของเด็กนี่คงจะเป็นสุขนักหรอก...เท่าที่รู้ก็มีแค่ใบสั่งสองสามใบ ไม่ได้ทำอะไรเลวร้าย จนขนาดจะต้องฆ่าต้องแกงกันเลยให้ตาย" ชายสูงวัยกล่าว ก่อนจะเปิดแฟ้มประวัติของผู้ตายขึ้นดู ในนั้นมีรูปทำประวัติอยู่หนึ่งใบ
สึกิฮาระ ยู
เลขทะเบียน 12848799
คดีที่ก่อคือการเมาแล้วขับ ได้นอนห้องขังหนึ่งคืน ภาพของใบหน้าได้รูปล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีแดงนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกินกับ ศพที่เรียกได้ว่ากำลังจะกลายเป็นโครงกระดูกที่อยู่บนโต้ะชันสูตร แม้จะเหลือผิวหนังอยู่เพียงน้อยนิด แต่เส้นผมสีแดงแห้งกระด้างก็ยังหลงเหลือให้เห็น สันกรามของกะโหลกนั้นยังพอบ่งบอกได้ถึงความงามที่เคยมี ภายใต้โพรงลึกทั้งสองข้างนั้นเคยเป็นที่อยู่ของดวงตาสีน้ำตาลเข้มเป็นประกาย มองตรงมาที่กล้องราวกับจะท้าทาย เช่นเดียวกับปลายจมูกโด่งเชิด และริมฝีปากที่หยักยิ้มราวกับจะยั่วเย้าให้เกิดทั้งโทสะ...และ ตัณหา
...........................................
ใช่ เพราะฉะนั้นก็หามาซิ่ ความจริง...บอกผม ว่าผมทำอะไรผิด
................................................
เสียงประตูเหล็กเลื่อนเปิดหลังได้ยินสัญญาณ สารวัตรร่างสูง เดินเข้าไปตามทางตรงที่ด้านซ้ายเป็นลูกกรงเหล็กเรียงยาวกันไปตามทาง ในขณะที่อีกด้านเป็น รั้วกั้น เปิดให้เห็นช่องตรงกลางระหว่างตัวตึก มองไปอีกด้านก็เป็นวิวทิวทัศน์ที่ไม่ต่างกันเท่าไรนัก ของลูกกรงและชายฉกรรจ์ ต่างช่วงอายุต่างวัย สายตาที่มองตรงมานั้น บ้างเกลียดชัง บ้างเว้าวอน แต่มีไม่น้อยที่สถานที่จองจำนี้จะดูดกลืนประกายแห่งชีวิตไปจากดวงตาเหล่านั้น
"หมายเลข 186447 อิโนะอุเอะ..." ผู้คุมเรียกชื่อของชายหนุ่มที่อยู่ในห้องขังเดี่ยว
"........................................" เจ้าของชื่อไม่ได้ขานรับเสียงเรียก ร่างเพรียวนั่งชันเข่าเอาหลังพิงผนังที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยขีดเขียนจากคนหลายต่อหลายรุ่น แสะสว่างเพียงเล็กน้อยที่สาดส่องเข้ามาจากท้องฟ้าที่กำลังมือครึ้มไปด้วยเมฆฝนนั้นทำให้มองเห็นใบหน้าโต้เส้นผมสีน้ำตาลที่ตกลงมาปรกหน้านั่นได้ไม่ชัดเท่าไรนัก
"อิโนะอุเอะ...ลุกขึ้น" เสียงผู้คุมเอ่ยเสียงเข้มพร้อมกับใช้กระบองกระแทกเข้ากับลูกกรงจนเกิดเสียงดัง แต่ร่างที่นั่งอยู่ก็หาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ ใบหน้านั้นขยับเล็กน้อย ประกายในดวงตาดูเลือนราง ไร้จุดหมาย ล่องลอยจนคาดเดาไม่ถูกว่า อีกฝ่ายจะกำลังคิดอะไรอยู่หรือเปล่า
"ไม่เป็นไรหรอกผู้คุม...ปล่อยเขา" ผู้มาเยี่ยมเยือนเอ่ย พลางยกมือเป็นเชิงว่าขอเวลาให้เขาได้อยู่กับนักโทษหนุ่มคนนี้ตามลำพัง ผู้คุมพยักหน้ารับก่อนจะถอยออกห่าง
"เอาล่ะ...มาพูดเรื่องของเรากัน" ชายสูงวัยพูดพลางดึงขากางเกงสแล็คสีดำขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงให้ระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับอีกฝ่าย "เราเจอเขาแล้ว"
"หึๆ...ช้ากว่าที่คิดนะ แค่เรื่องไฟไหม้อะไรนั่นก็น่าจะบอกตำแหน่งได้แล้ว...องค์กรของคุณไร้ประสิทธิภาพกว่าที่ผมคิดเอาไว้เสียอีกนะ"
"เรากระทำการทุกอย่างอย่างรอบคอบ และ ละเอียดถี่ถ้วน... "
"แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ เขาคงไม่เน่าจนเกินไปหรอกนะ...อืม คิดอีกที มันก็คงจะเหมาะแล้วล่ะกับคนแบบนั้น...สำส่อน เหม็นเน่าฉาวโฉ่...ตายไปเสียก็ควรจะตายไปแบบเน่าๆนั่นล่ะ ดีที่สุดแล้ว"
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆจากลำคอของคนที่อยู่ภายหลังลูกกรง ดวงตาสีน้ำตาลนั้นเหม่อมองไปยังด้านหลังของสารวัตรสูงวัย จ้องเขม็ง จนเขาต้องเหลียวกลับไปมอง แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า
"เหม็นเน่า...ได้ยินใช่ไหม...ว่าเหม็นเน่า ฮ่ะๆ"
ท่าทางของอิโนะอุเอะทำให้สารวัตรอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ตอนนี้ พบศพของเหยื่อแล้ว หลักฐานทุกอย่างก็มีพร้อมจะมัดตัวและสั่งขังเขาได้มากกว่าแค่การฝากขังแบบนี้ แต่กระนั้นแล้ว สภาพจิตใจและคำพูด ของผู้ต้องหาคนนี้ อาจเป็นส่วนสนับสนุนข้ออ้างได้อย่างดีว่า "วิกลจริต" แน่นอนการกระทำที่โหดเหี้ยมแบบนี้ จะมีคนที่สติดีๆที่ไหนทำลงไปได้ ต่อให้ว่าด้วยเรื่องของโทสะชั่ววูบก็ตามที ทั้งหมดเป็นการวางแผนมาอย่างดีแล้ว
"ทำไมนายไม่บอกมาเสียว่าที่ทำลงไปทั้งหมดนั้นเพื่ออะไร... " แม้ว่าจุดเชื่อมโยง ระหว่างอิโนะอุเอะ กับ สึกิฮาระนั้นจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อาจทำไปเพราะความหึงหวง เนื่องจากตัวของ สึกิฮาระเองก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนเจ้าชู้ แต่ที่น่าสงสัยมากกว่า คือ พยาน...ที่ยังเหลืออยู่อีกคนนั่นต่างหาก
"อยากรู้?...ก็ไปถามซิ่...ถามพยาน...ผมรู้นะว่าเขายังอยู่...ถามซิ่ ถามไปเลย....ถ้าคิดว่าถามแล้วเขาจะพูดน่ะ ฮ่ะๆๆ" เสียงหัวเราะร่วนราวกับสาแก่ใจเสียนักหนา หากคุยต่อคงไม่เป็นผล สารวัตรสูงวัยได้แต่ถอนหายใจ เขาจะทำอย่างไรดี กับคดี ที่มีแต่ปริศนานี้ ...จุดเริ่มต้นของความชั่วร้ายทั้งมวลมันอยู่ที่ไหนกันแน่...
.....................................
สำส่อน? เหม็นเน่า? ฉาวโฉ่ ...นี่เขาคิดกับผมแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ... มันอาจจะจริงที่ผมมากรัก...แต่ผมก็เป็นคน"พบ" เขาแท้ๆ...บุญคุณหรืออะไรนั่นมันคงไม่เคยมีซิ่นะ...เรื่องความรักอะไรนั่น ก็คงไม่ต้องพูดถึง...ผมไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนั้นกับใครอยู่แล้ว...หรือเปล่านะ...ความทรงจำนั้นดูเลือนรางเหลือเกิน... สมองที่แตกกระจายไปคงจะทำให้ผมจำอะไรไม่ค่อยเด่นชัดนัก... แต่ผมจะเล่าให้ฟัง เท่าที่ผมจำได้ก็แล้วกัน ....
to be continued...
edit @ 3 Aug 2008 01:39:44 by p.k.a