ฤดูร้อน ฤดูที่เต็มไปด้วยสีสันท่ามกลาง อากาศร้อนอบอ้าว ภายใต้ท้องฟ้าสีสด พระอาทิตย์ ร้อนแรงทอแสงอยู่เบื้องบน และยังมากด้วยมนต์เสน่ห์ในยามค่ำคืน แสงระยิบจากร้านรวงตามงานเทศกาล และสีสันแห่งฤดูกาลอย่างดอกไม้ไฟน้อยใหญ่ที่ถูกจุดขึ้นไปลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี

เดือนไหนๆ ก็คงจะไม่ถูกเรียกได้ว่า เป็น ฤดูร้อน มากไปกว่า เดือนสิงหาคม

เดือนเกิดของผมเอง

และก็ช่วงวันที่สิบกว่าๆ ของเดือนนี่ล่ะ ที่จะถือว่าเป็นเทศกาล โอบ้ง ที่ไม่เพียงแต่วิญญาณของบรรพบุรุษ เท่านั้นที่อยากจะกลับบ้านมาหาลูกหลาน ตัวผมเองก็รู้สึกยากจะกลับบ้านขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

แต่ผมไม่ได้ไปมีลูก มี หลานทิ้งไว้แถวไหนหรอกนะ

“แม่เหรอครับ ครับ ครับ แม่ก็รู้ช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่าง ขอโทษครับ” เสียงของแม่ยังคงบ่นเรื่องผมไม่ค่อยจะกลับบ้านกลับช่องดังแทรกขึ้นมาทันที ที่รับโทรศัพท์
“..............................”
“อ้อ ก็เนี่ยวันพรุ่งนี้ว่าจะขับรถกลับบ้านอยู่นี่ล่ะ...”ผมว่าพลาง เปลี่ยนหูโทรศัพท์มาเป็นหนีบไว้ที่ข้างหูแล้วล้วงเอากุญแจมาไขประตูห้อง ระยะหลังๆมานี่มันดูจะกลายเป็นความสามารถพิเศษไปแล้วที่จะสามารถโทรศัพท์ไปด้วย สูบบุหรี่ไปด้วย ถือกล่องเบส ไปด้วย และทำอะไรอีกซักอย่างด้วยมืออีกข้างที่ยังเหลืออยู่
“.........................”
“เปล่า...ใครจะโทรมาตอนพาสาวที่ไหนมาบ้านเล่าเปิดประตูอยู่ต่างหาก ทำไมแม่หูดีจังเนี่ย...” ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆเลยว่าทำไมแม่ถึงได้เข้าใจไปเสียงทุกทีที่มีเสียงกุกกักดังจากข้างหูโทรศัพท์ว่าเป็น “ผู้หญิง” นะ
“........................”
“แม่...ลูกแม่น่ะ ไม่ได้เป็นเพลย์บอยหรอกน่า ผมรักใครรักจริงนะ แต่คราวนี้ไม่มีว่าที่ลูกสะใภ้ไปให้แม่ดูหรอก” ผมว่าพลางหัวเราะ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา ถอนหายใจยาว ที่ในที่สุดก็ได้ปลดสัมภาระต่างๆออกจากบ่าไปเสียที
“...............................”
“ครับๆ เอาเป็นว่าไม่นานเกินรอก็แล้วกัน...อ้อ ...แล้ววันเสาร์นี้ผมจะกลับไปอยู่บ้านซักวันสองวันก็แล้วกัน ผมวางหูก่อนนะ ขอไปอาบน้ำก่อน เพิ่งกลับมาจากทัวร์เหนื่อยจะตายอยู่แล้วเนี่ย” พูดไปพลางก็ถอดเสื้อยืดออกไปพลาง
“.............................”
“ครับ ครับ ผมไม่ซิ่งนักหรอก แล้วเจอกันครับแม่” โทรศัพท์ ถูกโยนอีกอีกด้านของโซฟา ผมมองดูให้แน่ใจว่ามันลงไปนอนอยู่กับเบาะนุ่มๆแทนที่จะเป็นพื้นแข็งๆของไม้ปาเก้แทน ก่อนจะเดินไปที่ห้องครัว ข้าวของน้อยไม่ค่อยมีอะไรเพราะ ออกทัวร์ไปนานไม่ค่อยได้กลับบ้าน แต่ผมก็ไม่ได้ คิดจะหาของอะไรหนักๆมากินนักหรอก มันร้อนมากเหลือเกิน เลยแค่ว่าจะหาอะไรเย็นๆกินเสียหน่อย...โชคดีที่ยังมีเบียร์เหลืออยู่หนึ่ง กระป๋อง

เสียงผู้ประกาศข่าวภาคดึกดังขึ้น เมื่อผมกดปุ่มเปิดโทรทัศน์ เสียงประกาศเตือนเรื่องพายุไต้ฝุ่น ผมมองภาพแผนที่บนจอ รู้สึกโล่งใจเล็กๆที่ดูเหมือนว่าพายุจะไม่พัดผ่านไปแทบบ้านของผมในช่วงสุดสัปดาห์
หลังจากนั้นผมใช้เวลาเตรียมตัว จัดการกับงานต่างๆที่ยังค้างคาอยู่ที่บริษัทอีกวันนึงเต็มๆ ก่อนจะรีบจัดข้าวของเตรียมกลับบ้าน ผมพับ เสื้อผ้า และของใช้จำเป็นอื่นๆลงกระเป๋า อยู่ๆ ก็มีใบหน้าของใครคนหนึ่งลอยเข้ามาในหัว แต่ก่อนถ้าว่างจากการทัวร์ตามไลฟ์เฮาส์ในจังหวัดต่างๆเมื่อไหร่ ถ้าไม่ไปขับรถเที่ยวด้วยกัน ก็เป็นได้กลับบ้านเกิดไปพร้อมกันทุกที ผมอดนึกสงสัยไม่ได้ว่า หลังจากผ่านมาหลายปีที่ได้พบเจอหน้ากันเพียงครั้งคราวเพราะต่างฝ่ายต่างก็ยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง คราวนี้ เขาจะตัดสินใจกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดบ้างหรือเปล่า และผมก็ไม่อยากจะรอช้ามัวแต่นั่งเดาความคิดของเขา ดึงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาโทรเลยเป็นสิ้นเรื่อง

“ฮัลโหล ว่าไง เจ...”เสียงจากปลายสายดังขึ้นโดยที่มีเสียงดนตรีเป็นดังอยู่เบื้องหลัง
“ไง...ประกาศทัวร์ไปแล้วแต่อัลบั้มยังไม่แล้วอีกเหรอนาย” ผมถามนึกตกใจอยู่เหมือนกันที่กำหนดทัวร์ของเขาออกมาก่อนตัวอัลบั้มเสียอีก
“ก็...อืม..กำลังเร่งมือกันอยู่น่ะ...นายล่ะ ทัวร์อยู่ไม่ใช่เหรอ” เสียงของเขาที่ถามกลับมานั้นทำให้ผมยิ้มออก เพราะอย่างน้อยก็รู้ว่า เขายังสังเกต เห็นความเคลื่อนไหวของผมอยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเท่าไหร่
“พักสองสามวัน นี่ก็โอบ้งพอดี เลยว่าจะกลับบ้านซักหน่อย นายล่ะ” ผมถาม เพราะสมัยก่อนบ้านเรา ถึงจะไม่ได้นับว่าใกล้กัน แต่ก็ยังอยู่ในเมืองเดียวกันอยู่ดี
“งานยังไม่แล้วเลย...ก่อนจะไปเซ่นปู่เซ่นย่า ฉันคงได้เซ่นตัวเองก่อนแน่ถ้าไม่ทันกำหนดน่ะ ”เสียงเขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

...มีความสุขจริงนะ... ผมอดที่จะคิดแบบนั้นไม่ได้

“อ้อ...เหรอ...ไม่มีอะไรหรอก จะฝากบอกอะไรคุณน้า ไหมเดี๋ยวจะแวะไปหาด้วยเลย ก็ได้”ผมถาม
“เฮ้ย ไม่ต้องหรอก บ้านฉันน่ะ ลูกคนโตมีเหมือนไม่มี กลับไม่กลับค่าเท่ากัน นายรีบกลับบ้านไปหาแม่นายเลยไป ป่านนี้รอมองหน้า ว่าที่ลูกสะใภ้คอยาวแล้ว...”
“ฮ่ะๆๆ” ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมทุกคนถึงรู้กันไปหมดนะว่าแม่ผมเฝ้ารอจะได้ลูกสะใภ้มากขนาดไหน “ก็เลยว่าจะชวนนายกลับด้วยนี่ยังไงล่ะ” ผมพูดติดตลก
“ไม่เกี่ยวเลยๆ ไปๆ คนจะทำงาน นายนี่ กวนอยู่ได้ “ถึงเขาจะพูดแบบนั้น แต่ผมก็รู้ว่าเขาไม่ได้หมายความที่จะไล่ผมอย่างนั้นจริงๆหรอก
“โอเคๆ ไว้กลับมาเดี๋ยวจะหอบขนมมาฝากก็แล้วกัน” ผมว่า เราสองคนบอกลากันเล็กน้อย ก่อนที่จะผมจะวางหูโทรศัพท์

...ลูกสะใภ้อย่างนั้นเหรอ... ไม่เลวเหมือนกันนะ...

.........................................................


เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็หิ้วกระเป๋าออกจากบ้านตั้งแต่เช้าโดยที่หวังว่าจะขับรถไปให้ถึงที่บ้านก่อนเที่ยง พระอาทิตย์เพิ่งจะโพล่พ้นขอบฟ้ามาได้ไม่นาน อากาศรอบข้างก็กำลังสบาย แต่ก็คงจะเปลี่ยนเป็นร้อนอบอ้าวได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง คิดได้แบบนั้นก็เร่งเครื่องมากขึ้นไปอีก

การจราจรโดยรอบก็พอจะมีติดขัดบ้างช่วงก่อนจะออกจากเมือง เพราะดันไปเจอช่วงเร่งด่วนก่อนที่จะขึ้นทางด่วนพอดี แต่พอหลังจากนั้นมาทุกอย่างก็ผ่านฉลุย และผมก็มาถึงที่บ้านได้ก่อนเที่ยง พอดิบพอดี

“จุน...หายหัวไปไหนมา บ้านช่องไม่ยอมกลับนะแก “เสียงเมกุ พี่สาวที่อาบุห่างกับผมห้าปีดังขึ้นทันทีที่ผมเปิดประตูเข้าบ้าน
”กลับมาแล้ว....อุ๊บ”
“ของฝากล่ะ น้าจุน” เสียงใสๆของเจ้าหลานชายตัวดีดังขึ้นหลังจากที่เพิ่งจะวิ่งมากระแทกเข้าที่ข้างหลังผมขณะก้มลงถอดรองเท้าอย่างแรง
“ รู้แล้วๆ อยู่ในกระเป๋าโน่น ไปรื้อเอาเองเลยไป” ผมว่าพลางชี้ไปที่กระเป๋า...หลอกให้เจ้าตัวดี ลูกของพี่สาวถือกระเป๋าเข้าไปเก็บในบ้านได้อย่างง่ายดาย
“กลับมาแล้วเหรอนักรัก” เสียงคุณแม่ดังขึ้นอย่างอารมณ์ดีทำให้ผมต้องรีบยืนขึ้นแก้ข่าว
“นักร้อง แม่ นักร้อง” ผมว่าพลางก้มลงไปกอด คุณแม่ของผมยังแข็งแรงและมีพลังมากเหมือนเดิม
”เออน่าๆ จะอันไหนมันก็ลูกแม่ทั้งนั้นล่ะ...เอ้อ...พรุ่งนี้จะไปไหว้สุสาน ปู่กับย่าน่ะ ไปด้วยกันซิ่...แล้วคืนพรุ่งนี้ก็มีงานเทศกาลด้วยนะ อยู่ด้วยเลยก็แล้วกันไหนๆก็มาแล้ว” ยังไม่ทันจะได้มองหน้าลูกชาย คุณแม่ก็เดินกลับเข้าครัวไปพร้อมกับสรุปเรื่องราวเสร็จสรรพ ทำเอาผมต้องหันไปมองหน้าเมกุอย่างช่วยไม่ได้
“เมกุ...นั่นแม่พี่ใช่มั้ย…บอกเขาเลิกเหมาเอาเองซักทีเถอะ”ผมพูดติดตลก
“แม่ฉันก็แกนั่นล่ะ เอ้า จะ ยืนอยู่อีกนานไหม เข้ามาซิ่ เงอะงะอยู่ได้”

พวกเราดื่มกินกันราวกับมีปาร์ตี้ย่อยๆในบ้าน แน่นอน ไม่ว่าบ้านไหนก็คงจะเป็นอย่างนั้นเมื่อในที่สุด ครอบครัวก็ได้กลับมารวมกันในรอบปี ผมไม่ค่อยได้กลับบ้านนัก ยิ่งในช่วงหลังๆมานี่ด้วยแล้ว ตารางงานนั้นทำให้ผมยุ่งจนแทบจะไม่ได้พักมาตลอด นี่จึงถือเป็นโอกาสดี ที่ผมจะได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนจากตัวตนที่ผมเป็นในตอนนี้ กลับไปเป็น สิ่งที่ผมเป็นมาตลอดตั้งแต่ต้น “โอโนเสะ จุน” ลูกชายของบ้าน “โอโนเสะ”

คืนนั้น ผมได้กลับไปนอนในห้องนอนเก่าของตัวเอง ข้าวของถึงแม้ว่าจะดูเพิ่มพูนมาจากที่เคยอยู่บ้าง เพราะ พ่อกับแม่ คงจะใช้มันเป็นห้องเก็บของไปในตัว แต่ก็ยังพอหลงเหลือบรรยากาศ เดิมๆ อยู่ รอยของการติดแปะโปสเตอร์ยังคงมีให้เห็นได้เป็นจุดๆบนฝาผนังห้อง ใต้เตียงยังคงมีกล่องเบสของเมกุมิซุกเอาไว้อยู่ด้านใน ผมนอนลงบนเตียงที่แม่บรรจงปูผ้าปูที่นอนให้ใหม่ สูดเอากลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำยาปรับผ้านุ่มผสมกับไออุ่นของแดดที่คุ้นเคยเข้าไปเต็มปอด และคิดเอาไว้ในใจก่อนที่จะปิดไฟ ว่าผมคงจะนอนหลับฝันดีเป็นแน่

..................................................

วันรุ่งขึ้นในตอนสายของวันหลังจากที่ร่วมทานอาหารเช้าฝีมือของแม่ที่ห่างหายไปนาน จนหมด อิ่มหนำเป็นที่เรียบร้อย ผมจัดการขนของทั้งตะกร้าปิกนิก ทั้ง ผ้าพลาสติก เก้าอี้สนาม และอีกหลายอย่างใส่ท้ายรถ ก่อนจะทำหน้าที่เป็นพลขับที่ดีพาพวกเราทั้งครอบครัวไปไหว้หลุมศพของปู่กับย่าตามประเพณี

บริเวณของสุสาน ที่พวกเราไปนั้นอยู่บนเนินเขา ที่มีต้นไม้สูงเรียงรายให้ความร่มรื่น เมื่อเดินขึ้นไปจนถึงยอดเนิน จะสามารถรับลมเย็นสบายที่พัดเข้ามาพร้อมกับมองเห็นทิวทัศน์ ของแม่น้ำที่ไหลผ่านในบริเวณนั้นได้อย่างถนัดตา
ผมขอตัวทุกๆคนเดินขึ้นไปรับลมบนเนิน...ถ้าจะให้พูดจริงๆ คือ ขอตัวไปสูบบุหรี่นั่นล่ะ เพราะมีหลานอยู่ด้วยทำให้ไม่ค่อยอยากจะสูบต่อหน้าใครมากนัก อีกอย่าง ถ้าหยิบบุหรี่ขึ้นมา คงได้มีใครซักคนขุดเอาวีรกรรม สมัยเด็กๆของผมออกมาเล่าให้หลานฟังเป็นแน่ ... อย่างกับมันน่าฟังนักล่ะ

ผมเดินขึ้นเรื่อยจนสามารถมองเห็นเวิ้งน้ำที่โค้งตัวเรียบไปตามแนวเนินเขา ไปโดยมีถนนตัดขนาบข้างยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา
“อ่ะ...งานเทศกาลหรอกเหรอ” พลันสายตาก็ไปจับอยู่ที่กลุ่มคนที่กำลังพยายามตั้งร้านขายของตรงพื้นที่บริเวณใกล้กับแม่น้ำ ตรงนั้น คงจะอยู่ไม่ไกลจากบ้านของผมเท่าไรนัก หอที่จะใช้วางกลองสำหรับการเต้นบงก็กำลังจะถูกยกขึ้น ได้ยินเสียฮุยเลฮุยลอยมาตามลม ทำให้นึกสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

“คืนนี้ไปเที่ยวซักหน่อยดีกว่า” ผมยิ้มกลางขยี้ก้นบุหรี่ลงกับพื้นโดยที่ไม่ลืมที่จะดูให้แน่ใจว่ามันดับแล้วเรียบร้อย


..................................................

ในตอนเย็นของวันนั้น หลังจากที่ ทุกคนทานอาหารค่ำกันเป็นที่เรียบร้อย ดูเหมือนว่า เมกุมิจะยุ่งวุ่นวายเป็นพิเศษ กับการจับลูกชายใส่ชุดยูกาตะให้เหมาะกับงานเทศกาลกลางฤดูร้อนแบบนี้
“นี่...จุน ยืนยิ้มอะไรของแก” เสียงที่ดังมานั้นไม่ต้องมองหน้าก็รู้ว่ากำลังหงุดหงิดแค่ไหน เพราะนอกจากจะต้องรีบทำเวลาเพื่อวิ่งไล่ลูกแล้วยังต้องมารีบแต่งตัวเองให้สวยอีกต่างหาก
“อ้าว...ยิ้มก็ไม่ได้ นี่อุตส่าห์อิจฉานะเนี่ย คนมีครอบครัว”
“อิจฉาอิจเฉอน่ะซิ่...ลองมาเจอลิงทโมนอย่างฉันแล้วแกจะหนาว ไอ้ตัวดี ถอยๆ คนยิ่งรีบๆอยู่ โอ้ย ร้อนก็ร้อน”
เมกุมิเดินไปพลางพยายามรวบผมของตัวเองไปพลาง ถึงจะดูบ้าบอไปบ้างแต่ก็ต้องยอมรับล่ะว่าผู้หญิงญี่ปุ่นก็ต้องชุดยูกาตะนี่ล่ะถึงจะเข้ากันมากที่สุด

แต่ผมไม่ได้คิดจะใส่หรอกนะ ชุดยูกาตะ กลับบ้านก็กลับกะทันหันจะตายอยู่แล้ว เดี๋ยวจะลำบากแม่ต้องไปขุดเอาชุดยูกาตะออกมาจากในตู้ บาปกรรมแย่ ฤดูร้อนนี้ผมคอแค่ได้กลับมาสัมผัสกับวิถีชีวิตที่ห่างหายไปนานแบบนี้ก็เป็นพอ

อากาศตอนกลางคืนดูจะเย็นสบายมากกว่าตอนกลางวันที่แสนจะร้อนอบอ้าว แต่ก็ยังแว่วเสียงจักจั่นกรีดเสียงร้องให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ ผมขอตามครอบครัวของเมกุมิออกไปยังสถานที่จัดงานเทศกาลด้วยอีกคน เสียงหลานชายส่งเสียงดีใจดังไปตลอดทาง ปากก็ร้องถามไม่หยุดว่าเขาควรจะเล่นอะไรดีระหว่างเกมสุดฮิตอย่างตักปลาทองหรือว่าเกมยิงปืนดี

“เดี๋ยวน้าเลี้ยงก็ได้...เอ้า “ว่าแล่วก็ดึงกระเป๋าสตางค์ออกมาควักจ่ายไปเสีย 2 พันเยน เจ้าตัวเล็กกระโดดดีใจเข้าไปใหญ่

พวกเราเดินไปจนถึงสถานที่จัดงาน ร้านรวงตั้งเรียงรายสองข้างทาง ผู้คนมากหน้าหลายตา คุ้นหน้าบ้าง ไม่คุ้นหน้าบ้าง ต่างพาลูกจูงหลาน เดินควงแขนคนรักแวะชมร้านค้าต่างๆไปเรื่อยๆ มองไปอีกด้านที่บริเวณใกล้ๆแม่น้ำมีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่ม นั่งจับจองพื้นที่ด้วยเสื่อพลาสติก หรือไม่ก็หนังสือพิมพ์ คืนนี้คงจะมีดอกไม้ไฟสวยๆให้ได้ดูเป็นแน่

“เมกุ...มีดอกไม้....อ้าว” ทั้งๆที่กำลังจะชวนให้มองตามแต่พอผมหันกลับมา เมกุมิ กับลูกชายก็เดินหายไปกับฝูงคนเสียแล้ว
“เมกุ...เฮ้ย...เมกุมิ” ผมพยายามตะโกนหา แต่ก็ไร้เสียงตอบกลับ มองหาท่ามกลางคนขนาดนี้ก็คงจะเป็นเรื่องลำบากไม่ใช่น้อย

...เอาเถอะ.... ผมยักไหล่ ยอมแพ้อย่างช่วยไม่ได้ นึกเสียว่า เดี๋ยวตอนกลับก็แค่เดินกลับบ้านไปใกล้ๆแค่นี้เอง คงจะไม่เป็นอะไรมาก

...ไปเดินดูของดีกว่า... คิดได้แบบนั้นสองขาก็พาผมเดินไปเรื่อยๆ แวะร้านโน้นออกร้านนี้ ไม่นานก็ได้ไก่ทอดติดไม่ติดมือกลับมาพร้อมกับน้ำอัดลมหนึ่งแก้ว ผมเดินกินไปเรื่อยจนหมด ในขณะที่พยายามจะหาอะไรทานเป็นอย่างต่อไปก็หันไปเจอกับเกมที่คุ้นเคยตอนที่ยังเป็นเด็ก

“...ตักปลาทองเหรอ... ”

ร้านไม่ใหญ่มากนักแต่ก็มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ให้ความสนใจเข้าไปมุงดูอยู่หลายคน ผม แทรกตัวเข้าไปก่อนจะยื่นเหรียญ ห้าร้อยเยนให้กับเจ้าของร้านเป็นค่าช้อนกระดาษห้าอันรวมทั้งขันน้ำที่เตรียมเอาไว้สำหรับช้อนเอาปลาทองมาใส่
“เอาเลย พี่ชาย...” เสียงคนขายเชียร์ ผมแลบลิ้นเลียริมฝีปากก่อนจะจุ่มช้อนลงไปในน้ำและกระตุกข้อมือหมายจะตวัดเอาปลาทองตัวกลมๆนั่นขึ้นมาแต่ก็ทำไม่สำเร็จ กระดาษที่หุ้มอยู่เปื่อยยุ่ยลงไปทันตาเห็น
“ชิ...” ผมส่งเสียงออกมาแต่ก็ไม่ยอมแพ้ ใช้ช้อนกระดาษอันที่สองจุ่มลงไปไล่ต้อนปลาทองทั้งหลายไปจนจนมุมพยายามตวัดขึ้นอีกครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล
“โด่ พี่ชายไม่เห็นจะแน่เลย” เจ้าของร้านถากถางซ้ำเข้าอีกยิ่งทำให้ผมฮึด... สุดท้าย ช้อนอันที่ สาม และ สี่ ก็หมดไปอย่างไร้ความหมาย
“จะเอายังไงพี่ชาย” เจ้าของร้านกระหยิ่มยิ้มย่อง เขารู้ว่าเขาจะได้เงินแน่ ถ้าผมแพ้ตานี้แล้วยังอยากจะแก้มือ

“ก็จุ่มลงไป รอจนปลาจะมาลอยอยู่ด้านบน แล้วค่อยๆใช้ขอบพลาสติกต้อนมันเข้าขันไง....” เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมทั้งมือที่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ผลลัพธ์ที่ได้คือปลาทองตัวอ้วนแทบจะลอยเข้าไปอยู่ในขันในเวลาอันรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผม ผมต้องหันไปมอง เจ้าของไม้เด็ดนี้ในทันที

“โห...เก่งจังเลยนะ....เฮ้ย!!...อิโนะ!!”

แต่แล้วก็ต้องตระโกนออกมาเมื่อพบว่าตัวเองหันมาเจอกับใคร คนที่ผมเพิ่งจะโทรไปหาเมื่อวันก่อนนี่เอง
“อ้าว เจ!!”อีกฝ่ายก็ดูท่าจะแปลกใจไม่แพ้กัน “ลมที่ไหนหอบมา” เขาทักทายอย่างกับจำไม่ได้ว่า ผมนี่ล่ะเป็นคนโทรไปถามว่าเขาจะกลับบ้านหรือเปล่าเมื่อวันก่อน
“ลมบ้าเด่ะ.... “ผมตอบกลับพลางหันเอา ช้อนตักปลาทองส่งคืนไปให้เจ้าของร้าน “ผมไม่เล่นแล้ว เดี๋ยวไปคุยธุระกับเพื่อนก่อน” ทำเอาเจ้าของร้านงงเป็นไก่ตาแตก ก่อนจะรีบหันไปรับปลาทองมาจากคนที่นั่งยองๆอยู่ข้างๆ จัดการใส่ถุงมัดปากเรียบร้อยแล้วส่งคืนให้อย่างรวดเร็ว
“แล้วมาอุดหนุนใหม่นะพี่ชาย” เสียงดังไล่หลังพวกผมสองคนหันกลับไปโค้งให้น้อยๆ ก่อนจะเดินออกมาจากร้าน

เสียงของงานเทศกาลดังกระทบเข้ามาในโสตประสาท ทั้งเสียงร้องเรียกของพ่อค้าแม่ขาย เสียงของเล่น เสียงเพลง และเสียงพูดคุยกันของผู้คน ลูกเด็กเล็กแดงทั้งหลายที่พ่อแม่บ้างก็อุ้ม บ้างก็พาเดินมาชมงาน ผมได้ยินเสียงหลากหลายที่ชวนให้ครื้นเครง แต่กลับไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง คุยกับคนที่ผมบอกคนอื่นว่าจะคุยด้วยเลยแม้แต่น้อย ผมมัวแต่จ้องไปที่พื้นขณะที่เดินไปข้างๆเขา

“นี่... เจ กินน้ำแข็งใสมั้ย” เสียงนุ่มดังขึ้นข้างๆ เรียกให้ผมหันตาม
“อ่ะ...อื้ม” ผมไม่แน่ใจนักว่าเสียงที่ผมเปล่งออกไปนั้นเป็นคำตอบหรืออะไรกันแน่ เพราะทันทีที่ผมหันไปสิ่งที่ดูจะดึงดูดความสนใจผมไปนั้น คงจะเป็นอะไรอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากชุดยูกาตะลายตาราง สีครีมสลับน้ำตาลอ่อน ตัดด้วยโอบิสีน้ำตาลเข้มที่วาดลวดลายเส้นของทรงห้าเหลี่ยมสีครีมที่เกี่ยวกันเป็นเหมือนกับเชือกยาวไปตามแนว ดูแล้วเข้ากับผมสีน้ำตาลทองของเขาไม่น้อยทีเดียว ผมยืนพิจารณาปมโอบิที่ผูกเอาไว้ที่เหนือสะโพกนั่นอย่างพิศวง สายตาก็มองไล่เรื่อยลงไปที่รองเท้าเกี๊ยะไม้สีเข้มที่เขาใส่

...นอกจากผู้หญิงญี่ปุ่นจะเหมาะกับยูกาตะแล้ว ผู้ชายก็ใส่เหมาะด้วยซิ่นะ....

“เอ้า...เอาไป” อยู่ๆ ก็มีน้ำแข็งใสมายื่นอยู่ตรงหน้า ผมมองดูข้อมือที่โผล่พ้นชายเสื้อออกมานั้นมีรอยแดงเล็กๆจากเชือกที่ผูกปากถุงของปลาทองสลับกับแก้วน้ำแข็งใสสีแดง
“แล้ว...นายคิดไง ถึงมาล่ะเนี่ย” ผมถามเขากลับพลางรับเอาแก้วน้ำแข็งไสมา ตักใส่ปาก...รสชาติหวานเย็นแผ่กระจายไปทั่วก่อนจะค่อยไหลลื่นลงคอไปช่วยดับร้อนในลำคอได้มากทีเดียว
“ไม่ได้คิด” เขาตอบหน้าตาเฉยพลางก่อนจะตักเอาน้ำแข็งใสรสเมลอนหายเข้าปากไป
“หา… แล้วนี่นายมาถึงตอนไหนเนี่ย” ผมถาม เห็นเขากรอกตาราวกับจะนึกอยู่ครู่หนึ่ง
“ก็...นายโทรไปใช่ไหมล่ะ...วางหูเสร็จ ก็ขอเลิกงาน แล้วก็เก็บของขับรถมาเลย...มาถึงดึก โดนพ่อสวดยับเลย” เขาเล่าให้ฟังพลางหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“นี่นายมาถึงเร็วกว่าฉันอีกเหรอ”ผมหัวเราะออกมาเบาๆ มือก็จับหลอดเคาะเบาๆ ลงบนน้ำแข็งที่อยู่ในถ้วย

...ใจร้อนจริงๆเลย...

“ว่าแต่นายเถอะ เจ อยู่ๆก็มากลับบ้านเอากลางช่วงทัวร์แบบนี้ ไม่กลัวเครื่องเย็น หรือไง” เขาถามกลับ พวกเราสองคนค่อยๆเดินสวนทางฝูงชนไปเรื่อยๆ
“ยังไงดีล่ะ... ”ผมหยุดพลางดูดเอาส่วนผสมของน้ำหวานกับน้ำแข็งหายลงคอไปอีกอึกใหญ่ อากาศ รอบข้าง แม้จะเย็นลงแต่ความรู้สึกชื้นยังเกาะอยู่ตามผิวหนัง ยิ่งเรียกให้เหงื่อซึมออกมาอีกหน่อย “ถ้าเครื่องร้อนมากเกินไป ก็พังได้ใช่ไหมล่ะ...เซฟเอาไว้บ้างก็ดี” ผมตอบ
“แก่แล้วล่ะซิ่”เขาว่าพลางหันมาหัวเราะให้ ยังคงเห็นฟันข้างหน้าเหมือนทุกที ใบหน้าที่ถูกอาบด้วยแสงสีส้มนวลตาจากร้านรวง ผมไม่ได้เห็นหน้าเขาใต้แสงแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ อยู่ๆก็เกิดคิดถึงการที่ได้มองหน้าเขาแบบนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“อ่ะ...แก่เก่ออะไรกัน นายก็อายุเท่ากับฉันนั่นล่ะวะ”ผมรีบสวนกลับเมื่อรู้สึกตัวว่าเผลอมองหน้าของเขานานไปหน่อย
“แต่เดือนนี้มันถึงทีนายก่อนนี่นา...นายก็แก่ก่อนไง ฮ่ะๆ”ดูท่าว่าเพื่อนของผมคนนี้จะอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษแน่ๆ เพราะ ยิ่งพวกเราเดินต่อไปเรื่อยๆ ผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของเขามากขึ้น
“นายนี่...จริงๆเลยนะ อิโนะ...”ทีนี้ ถึงคราวของผมบ้างที่จะหัวเราะออกมา เมื่อนึกเปรียบเทียบเขาระหว่างด้านที่หลายๆคนคงเคยเห็นกับอีกด้านที่เขาเป็น
“อะไรของนาย อยู่ๆ ก็หัวเราะ”
“เปล่า แค่คิดว่านายนี่ช่างประสพความสำเร็จจังเลยนะ กับการทำให้คนอื่นเขาเชื่ออยู่ได้ว่าตัวเองเป็นคนนิ่งๆน่ะ”
“ใครว่า”เขาพูดก่อนจะตักน้ำแข็งใสเข้าปากไปอีกหนึ่งที “นั่นเป็นเพราะพวกนายขี้โวยวายไม่เปิดช่องให้ฉันเลยตะหาก”
“ความผิดพวกฉันซะอย่างนั้น...”ผมหัวเราะ เพราะมันช่างเป็นจริงเสียเหลือเกิน “ว่าแต่...คิดยังไงใส่ชุดยูกาตะมาเนี่ย...”ผมถามเขาพลางดึงแขนเสื้อสีน้ำตาลครีมของอีกฝ่ายเล็กน้อย
“ก็งานเทศกาลทั้งทีนี่นา...ไม่ได้มีเฉพาะชินยะเท่านั้นหรอกนะที่จะใส่แบบนี้ได้น่ะ”
“ฮ่ะๆ...หมอนั่นมัน เจ้าพ่องานเทศกาลนี่นะ”ผมหัวเราะออกมาเบาๆ นึกภาพเมื่อสมัยก่อนที่ชินยะเคยวิ่งไปแบกศาลเจ้างานนั้นทีงานนี้ที

ลมพัดผ่านมาเล็กน้อย หากแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความร้อนอบอ้าว...แบบนี้ซิ่ถึงจะเรียกว่า ฤดูร้อน เสียงจากงานเทศกาลเริ่มเบาลงเรื่อยดูเหมือนว่าเราสองคนจะค่อยๆเดินห่างออกมาจากงานเทศกาลเสียแล้ว ผมได้ยินเสียงน้ำจากแม่น้ำยังคงไหลเอื่อยๆ เช่นเดียวกับเสียงแมลงที่ส่งเสียงให้ได้ยินนั้นลอยมาตามลม ทั้งๆที่บริเวณนี้นั้นไม่ค่อยจะมีแสงไฟเหมือนอย่างบริเวณงาน แต่กลับยังมองเห็นใบหน้าของคนที่อยู่ด้วยได้อย่างชัดเจน แสงไฟนวลตาแห่งธรรมชาติลอยเด่นอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี ดวงจันทร์เปล่งประกายราวกับจะยิ้มให้

“โอ้ คืนนี้มีพระจันทร์ด้วยแฮะ” เสียงของอิโนรันดังขึ้น ก่อนจะมีเสียงดังก๊อกแก๊กของรองเท้าเกี๊ยะ ดังไปหยุดอยู่ตรงริมถนนเส้นเล็ก สุดขอบถนนลงไปนั้นเป็นเนินเตี้ยๆ พรมธรรมชาติปูรองรับ อิโนรันตั้งท่าจะนั่ง
“เฮ้ย เดี๋ยวก็เปื้อนหรอก” ผมเดินไปจับแขนของเขาเอาไว้ก่อนที่เขาจะนั่งลงไป
“แล้วให้ทำไงอ่ะ”เขาหันมามองหน้า “เมื่อยนะเนี่ย รองเท้าเนี่ย”ว่าแล้วก็ยกเท้าขึ้นมาให้ดู เจอถามกลับแบบนี้ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง ที่ดึงเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ชุดยูกาตะที่เขาใส่อยู่ต้องมาเปื้อนเท่านั้นไม่ได้คิดเลยว่า ตัวเองก็ไม่มีอะไรจะมาปูรองนั่งเหมือนกัน
“อ้อ..ก็...นี่ไง”ฉับพลันก็จำได้เพราะเคยเห็นเด็กสาวบางคนชอบทำ ผมชี้ไปที่รองเท้าเกี๊ยะไม้ของเขา “นั่งทับไอ้นี่ไปก็ได้เก้าอี้ไม้แล้ว นั่งไปแบบนั้นละกัน เดี๋ยวชุดนายเปื้อน เปลืองค่าซักนะเว้ย” ผมว่า ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงกับพื้นหญ้า.... ไอ้ผมมันก็กางเกงยีนส์อยู่แล้ว ไม่เป็นอะไรมากนักหรอก
“เออ...ก็ได้ๆ” เสียงดังขึ้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะลงมานั่งข้างๆ โดยมีรองเท้าเกี๊ยะรองเอาไว้ “บ่นอย่างกับแม่มาเองเลย”
“ฮ่ะๆ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง” ผมหัวเราะเบาๆ กับคำพูดของอีกฝ่าย ก่อนจะมองออกไปเบื้องหน้า สายน้ำที่มองดูเป็นสีดำในยามค่ำคืนค่อยๆไหลไปเอื่อยๆ เงาสะท้อนของดวงจันทร์ดูบิดเบี้ยวอยู่บนผิวน้ำ
“โรแมนติคนะเดี๋ยวนี้ นั่งมองรพะจันทร์ตกน้ำ”เสียงแซวดังขึ้นทำให้ผมต้องหันไปมองหน้า
“อะไร...หยุดซักคำจะได้ไหม เดี๋ยวแก่ เดี๋ยวก็โรแมนติคเนี่ย” ผมหันไปผลักไหล่อีกฝ่ายเสียที ก่อนจะต้องชะงักเล็กน้อย เมื่อสายตาดันเผลอมองลึกลงไปในสายชุดยูกาตะที่เผยอออกห่างจากกันเผยให้เห็นผิวขาวใต้แสงจันทร์ที่วับแวมอยู่ด้านใน ทำเอาใจเต้นตึกตักอยู่ไม่น้อย จนต้องรีบเบนสายตาหนี
“มองอะไร...ไม่เคยเห็นเหรอ” แต่ก็ดูเหมือนจะไม่พ้นเมื่อเขาดันทักเข้าอีกจนได้
“ก็...แค่...ไม่คุ้นตาเท่านั้นเอง” ผมเสมองไปทางก่อนจะดูดน้ำหวานจนหมดหยดสุดท้าย “อ่ะ...อ้าว หมดซะแล้ว” ผมหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะหมดคำพูด
“งั้นไว้วันไหนจะถอดให้ดูให้คุ้นก็แล้วกัน...”
“เฮ้ย...ไม่เอาหรอก ของพรรค์นั้น” ผมโวยวายก่อนจะได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอยิ่งรู้สึกเจ็บใจเล็กๆโดนแกล้งเข้าอีกจนได้

--ฟิ้ววว!!! –

แต่ก่อนที่เราจะได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ เสียงแหวกอากาศ ก็ดังขึ้นพร้อมกับเส้นแสงที่วิ่งฉิวขึ้นไปบนฟ้า ดอกไม้ไฟสีเหลืองทองแตกกระจายเปล่งประกาบสว่างวาบไปทั่ว เรียกเสียงเฮได้จากทั้งด้านของงานเทศกาลที่พวกเราเดินแยกออกมาและ จากคนที่เดินผ่านไปมาได้ไม่น้อย ผมได้ยินเสียงวิ่งก๊อกแก๊กของร้องเท้าเกี๊ยะดังมาพร้อมกับเสียงของเด็กสาวที่ร้องบอกเพื่อนๆให้เร่งเท้าด้วยกลัวจะไม่ทันดูโชว์ตระการตา

ยังไม่ทันที่แสงสีทองจะฉาบท้องฟ้าจะเลือนหายไปดี เสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ดอกไม้ไฟสีสันสดใสอีกนับสิบจะขึ้นไปเปล่งประกายอยู่ด้านบน ดูราวกับทุ่งดอกไม้หลากสี ดอกไม้ไฟสีแดง สลับด้วยชมพูสด และ ส้มแสดที่แซมด้วยเกสรสีทองที่ค่อยแตกตัวออกดูเหมือนกับฝนสีทองมาตกอยู่ตรงหน้า

“โห.... ” ดูเหมือนว่าพวกเราทั้งสองคนจะอุทานออกมาพร้อมกันเมื่อการแสดงชุดแรกจบลง เรียกเสียงปรบมือเกรียวกราวไปทั่ว พวกผมเองก็อดไม่ได้ที่จะตบมือเช่นกัน
“เจ๋งแฮะ”เขาว่า พลางยิ้ม ใต้แสงสว่างสีส้มแดงของดอกไม้ไฟลูกต่อไป ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นเป็นประกายราวกับดวงตาของแมวยามเมื่อต้องแสงไฟ
“เนอะ” ผมยิ้มให้กับทั้งคำพูดและใบหน้านั้น รู้สึกดีเหลือเกินที่ได้มานั่งดูดอกไม้ไฟด้วยกันแบบนี้

“คนเรานี่ก็ช่างคิด...”ผมเริ่มพูดทั้งๆที่ยังจับจ้องอยู่กับแสงสีแดงของดอกไม้ไฟดวงใหญ่ที่ถูกยิงขึ้นไปแตกกระจายจนมองดูราวกับจะย้อมท้องฟ้าตอนกลางคืนให้กลายเป็นสีแดงยังไงยังงั้น
“ระบายมันไปทุกอย่าง...ทั้งหนังสัตว์...กระดาษ...กระจก...โลหะ...แม้แต่ท้องฟ้า” เสียงดอกไม้ไฟอีกชุดถูกยิงขึ้นไปคราวนี้แตกตัวเป็นรูปผีเสื้อ เรียกเสียงฮือฮา ก่อนจะเรียกเสียงหัวเราะด้วยชุดที่สองเมื่อยิ่งขึ้นไปแล้วดูคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นหน้าของโดราเอมอน
“ฮ่ะๆ...อิโนะ นายเห็นเมื่อกี้มั้ย... ” ผมหันไปถามแต่ก็ต้องหยุด เมื่อเห็นว่าสายตาของเขาดูจะเหม่อมองไปคนละทิศทางที่การแสดงดอกไม้ไฟจัดอยู่ “ดูอะไรอยู่น่ะ...” ผมว่าพลางพยายามจะมองตา แต่สิ่งที่เห็นก็มีเพียงพระจันทร์ที่ยังคงทอแสงอยู่นั่นเอง

“นายคิดว่า...ในคืนที่สว่างด้วยแสงสีของดอกไม้ไฟแบบนี้...พระจันทร์จะเหงาบ้างหรือเปล่า” เสียงของเขาดังขึ้นแผ่วเบา หากแต่ก็ยังดังพอให้ผมที่นั่งอยู่ใกล้ๆได้ยิน
“ไม่หรอกมั้ง...”ผมว่าพลางยกมือไล้เส้นผมสีน้ำตาลทองของเขาเบาๆ ความรู้สึกของผิวหนังที่ดึงรั้งเล็กน้อยบนใบหน้านั้นบอกได้เลยว่าผมกำลังยิ้มอยู่

“เพราะไม่ว่าดอกไม้ไฟจะสว่างแค่ไหน...เผลอหน่อยมันก็หมดไป...และคนก็จะหันมาสนใจพระจันทร์อยู่ดี...เพราะมันจะยังอยู่ตรงนั้นตลอดไป”

“..........อืม....” เขาตอบกลับสั้นๆด้วยเสียงในลำคอ ก่อนที่จะเอนศีรษะลงมาหาผมเล็กน้อย


-fin-




To be continued...

@@@talk@@@
ก็แค่ อยากจะ รีโพส ไปตาม สถานที่ ต่างๆ

edit @ 22 Nov 2007 12:02:42 by p.k.a

edit @ 22 Nov 2007 12:47:57 by p.k.a

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

โว้โว้ เย่เย้ มาเยี่ยมquestion

#1 By นิ่ม (58.9.153.53) on 2007-11-19 23:47

เข้าท่าครับ พลุกับพระจันทร์

#2 By คนงมงาย on 2007-12-13 11:18

“งั้นไว้วันไหนจะถอดให้ดูให้คุ้นก็แล้วกัน...”
“เฮ้ย...ไม่เอาหรอก ของพรรค์นั้น”


------------ เฮ้ย! พลาดได้ไง! ของพรรค์นี้!! 555555

อบอุ่นมากค่ะ ชอบ JI ฟีลที่ p.k.a แต่งจังเลย (รู้สึกเหมือนอ่านมาตั้งแต่สมัยยังเอ๊าะ ๆ) ดังนั้นขออนุญาติ add fav. เด้อ confused smile

#3 By เห็ด on 2008-01-07 01:28

อ๊ายยย เพิ่งจะเข้ามาพบเห็นบล็อกนี้ ไม่นึกว่าจะได้เจอฟิค JI กรี๊ดดดดดดด หายากมาก ๆ เลยค่า ท่าน p.k.a. ที่เคยอยู่ใน Reflection ใช่มั๊ยคะ?

#4 By ~WhiteChoc!~ on 2008-01-09 17:03

ชอบประโยคนี้ง่ะ

“ระบายมันไปทุกอย่าง...ทั้งหนังสัตว์...กระดาษ...กระจก...โลหะ...แม้แต่ท้องฟ้า”

นิยามได้ดีนะตัวเอง

อยากไปนั่งดูดอกไม้ไฟบ้างจัง~~

#5 By hobbyburn on 2008-08-22 09:24